ค้นหาบล็อกนี้

เช้คจำนวนคนเข้าดู

Blogger นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0012006 ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2556

My Photo

My Photo

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

1. 4G คิออะไร



  สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 4G ก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ 3G นั่นเอง โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึงหนึ่ง แสนล้านดอลล่าร์ เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการโทรคมนาคมเครือข่าย 3G เพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารแบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้ แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำได้ยากกว่าที่คาดไว้ และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่สูง จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3G 

โดยสรุปแล้วแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G มีดังนี้ คือ 
  • ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูงๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย
  • มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ทำให้ยากในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย แต่เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่และพกพาไปได้ทั่วโลก
  • นักวิจัยต้องการให้รูปแบบการส่งคลื่นทางเทคนิคมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 10 Mbps ซึ่งไม่สามารถทำได้ในโครงสร้างของ 3G
  • ระบบ 4G เป็นระบบเครือข่ายแบบ IP digital packet ทำให้สามารถส่ง Voice และ Data ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยราคาการให้บริการที่ถูกมากและมีรูปแบบที่ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

      การพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 4G ได้มีการพัฒนาโดยเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยการนำไบโอแมทริกซ์มาผสมผสาน ทำให้สามารถซื้อขายกันได้โดยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ Mobile Internet และยังสามารถหักบัญชีเงินในธนาคาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือบริการได้ทันที ระบบไบโอแมทริกซ์ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G นั่นคือในธุรกิจ Mobile Commerce นั่นเอง 

      ซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดีย นับเป็นกลุ่มซอฟแวร์ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบ 4G โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที ตัวอย่างเช่น คุณอาจดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาไว้ในรถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล เพื่อว่าจะได้มีหนังดีๆ รวมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวไว้ดูบ้างในระหว่างเดินทาง นั่นคือธุรกิจ Software house และ ธุรกิจเกี่ยวกับการสร้าง Content ในระดับ SME ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะมีโอกาสในธุรกิจสื่อมัลติมีเดียบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เป็นอย่าง มาก 

      ลองนึกภาพการที่คุณสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อซื้อน้ำอัดลมจากตู้ขาย อัตโนมัติ ใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกันสั่งซื้ออัลบั้มเพลงล่าสุดและดาวน์โหลลงเครื่อง เล่น MP3 ได้โดยตรง หรือการที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อหาจองโรงแรมที่ใกล้ ที่สุด และราคาเหมาะสมที่สุดขณะที่นั่งรถแท็กซี่  

      โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 4G จะมีความสามารถและสมรรถนะสูงมาก ในระดับที่สามารถชมภาพวิดีโอกันแบบสดๆได้ พร้อมคุณภาพระดับ DVD ตามการเปิดเผยของซัมซุงฯ  เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ทางซัมซุงฯได้เพิ่มบุคลากรในแผนกอาร์แอนด์ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ 4G  แล้ว

       มีการคาดหวังถึงความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อบริการ M-Commerce บนระบบ 4G จะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย ทำให้เกิดแนวคิดมากมายในการทำ M-Commerce เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลออกไปในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายคือผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินผ่านร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุณอาจจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน และคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบราคาสินค้า เปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือเมื่อคุณนั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยวโทรศัพท์เคลื่อนที่4G ของคุณก็จะได้รับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ของบริเวณนั้นบนจอของคุณ อีกทั้งข้อความโฆษณาของโรงแรมหรือที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว นั้นๆ เป็นต้น 

       ขณะนี้ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีหวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดยชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือ “ไอพีวี6” (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลก 

      จะเห็นได้ว่าตอนนี้เหล่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่กันแล้ว และดูเหมือนการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า 3G มาก จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว แต่น่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดด จนธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอาจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง

2.GPRS

GPRS ย่อมาจาก General Packet Radio Services ซึ่งเป็นบริการเสริมแบบใหม่ที่รองรับการรับส่งข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GPRS สามารถรองรับการให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นกว่าระบบ CSD และ SMS เดิมได้

รูปแบบใหม่ในการใช้งานที่ดีขึ้น
GPRS ยังรองรับการให้บริการในรูปแบบใหม่ที่ไม่สามารถให้บริการได้บนเครือข่าย GSM เดิมเพราะข้อจำกัดด้านความเร็วในการรับส่งข้อมูลในแบบ CSD (9.6 kbps) และข้อจำกัดของขนาดของข้อมูลที่สามารถรับส่งได้ในแบบ SMS (160 ตัวอักษร) GPRS ทำให้สามารถให้บริการในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อาทิเช่นการเข้าถึง WWW อย่างแท้จริง การรับส่งแฟ้มข้อมูล รวมไปถึงการควบคุมและตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน



 

การสนองตอบที่รวดเร็ว
GPRS ทำให้การเชื่อมต่อมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างทันทีทั้งการรับและ การส่งด้วยการตัดความยุ่งยากในการขั้นตอนตั้งค่าต่างๆ ของโมเด็ม นั้นคือเหตุผลที่ผู้ใช้กล่าวกันว่า GPRS เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา (always connected) การสนองตอบได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการของผู้ใช้คืออีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่เหนือกว่าการเชื่อมต่อแบบ CSD ในการใช้งานบางประเภทที่ต้องการการสนองตอบที่รวดเร็ว

ทฤษฎีของ GPRS
GPRS คือวิวัฒนาการของการสื่อสารข้อมูลไร้สายแบบ packet switching เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการสื่อสารข้อมูลแบบ CSD ของเครือข่าย GSM เดิมทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกใหม่ในการสื่อสารในรูปแบบ packet-based การขยายขีดความสามารถของเครือข่ายแบบ CSD เดิมให้เพิ่มความสามารถในการให้บริการแบบ packet switching ข้อมูลที่รับส่งผ่านเครือข่าย GPRS จะถูกตัดแบ่งเป็น packet ย่อยๆ ก่อน ในแต่ละ packet จะมีข้อมูลระบุถึงที่มาที่สัมพันธ์กันเพื่อใช้ในการประกอบ กลับขึ้นมาเป็นข้อมูลเดิมอีกครั้ง เปรียบได้กับเกม jigsaw ที่รูปภาพถูกตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากโรงงานแล้วบรรจุใส่ถุงขายให้ลูกค้า โดยในระหว่างทางขนส่งให้กับลูกค้านั้น ภาพชิ้นเล็กแต่ละชิ้นก็จะถูกคลุกคละกันไป เมื่อเรานำมันมาต่อเข้าด้วยกันก็ใช้วิธีดูจากความสัมพันธ์ของแต่ละชิ้น ซึ่งอาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ใน internet เองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเครือข่ายข้อมูลแบบ packet ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุดในปัจจุบัน

ความเร็วในการส่งข้อมูล
ตาม ทฤษฏีแล้ว GPRS สามารถให้บริการที่ความเร็วสูงสุดถึง 171.2 kbps โดยต้องอาศัยการใช้ช่วงเวลา (timeslot) ทั้งแปดช่วงของทั้งหมดที่มี ซึ่งนั้นหมายถึงความเร็วสูงสุดที่สูงขึ้นถึงสามเท่าของการส่งข้อมูลผ่านสาย บนเครือข่ายโทรศัพท์ปัจจุบัน และสูงขึ้นมากกว่าการเชื่อมต่อแบบ CSD ในเครือข่าย GSM ถึงสิบเท่า


ปัจจัยในการใช้บริการ GPRS
ในการใช้งาน GPRS ผู้ใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • ต้องเป็นผู้ใช้บริการในเครือข่ายที่รองรับระบบ GPRS
  • เครื่องโทรศัพท์มือถือจะต้องรองรับระบบ GPRS ด้วย
  • จะต้องมีการตั้งค่าต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือสำหรับการเชื่อมต่อ GPRS

3. ลงทะเบียนใช้ wifi ฟรี ICT free Wifi ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ICT free WiFi ของ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ลงทะเบียนใช้
ICT free WiFi ฟรี วิธีสมัครไวไฟฟรีรัฐบาล
ให้สมัครลงทะเบียนตามลิงค์แบบนี้ครับ http://vip.totwifi.com/ict-ชื่อจังหวัดที่ท่านอยู่

ตัวอย่างเช่น
นครราชสีมา http://vip.totwifi.com/ict-nakhonratchasima/

Wifi free



















4. แฮกเกอร์ (Hacker)

ความหมายของแฮกเกอร์
      "แฮกเกอร์ (Hacker) คือ บุคคลที่มีความสนใจในกลไกการทำงานของระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์อย่างลึก ซึ้ง แฮกเกอร์ส่วนใหญ่ต้องมีความรู้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโปรแกรมเมอร์ โดยจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะพวกเขามีความใส่ใจที่จะนำความรู้พื้นฐานที่ผู้อื่นมองว่าธรรมดามา ประยุกต์ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่ในสังคมดิจิตอลอยู่ตลอดเวลา แฮกเกอร์จะมีความเข้าใจในจุดอ่อนของระบบและที่มาของจุดอ่อนนั้นๆ เนื่องจากคอยติดตามข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การกระทำใดๆ ที่เกิดจากการศึกษาของแฮกเกอร์จะต้องแน่ใจแล้วว่า ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูล"
      "แฮกเกอร์ (Hacker) หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัย ของคอมพิวเตอร์ได้ กลุ่มพวกนี้จะอ้างว่า ตนมีจรรยาบรรณ ไม่หาผลประโยชน์จากการบุกรุกและประณามพวก Cracker"
      "แฮกเกอร์ (Hacker) คือ บุคคลผู้ซึ่งสามารถประยุกต์เอาความรู้ธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องมือพิเศษ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่สุจริตได้"

 



ตัวอย่างแฮกเกอร์ชื่อดัง
ประวัติและผลงานของแฮกเกอร์ชื่อดังของโลก
Johan Helsingius
มีนามแฝงว่า Julf เขาเป็นผู้จัดการของ Anonymous Remailer ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเรียกว่า Penet.fi แต่ในที่สุดเขาก็ปิดกิจการลงในเดือนกันยายน ปี 1996 เนื่องจากตำรวจอ้างว่า Church of Scientology ได้รับความเสิยหายอันเกิดจากการมีคนนำความลับของพวกเขาไปเผยแพร่โดย ปกปิดตัวเองด้วยบริการของ Helsingius Remailer ที่เขาทำ ซึ่งดำเนินงานโดยคอมพิวเตอร์ 486 และ Harddisk 200Mb เพียงเท่านั้นเอง

John Draper
มีนามแฝงว่า Cap'n Crunch เขาเป็นผู้ริเริ่มในการใช้หลอดพลาสติกที่อยู่ในกล่องซีเรียลมาทำให้โทรศัพท์ ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับการขนานนามว่า "เจ้าพ่อการแคร็กโทรศัพท์" หรือที่เรียกกกันว่า "phreaking" ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นเขาพยายามทำให้โทรศัพท์คืนเหรียญมาทุกครั้งที่หยอดลงไป เครื่องมือที่เขาชอบใช้คือ whistle (เครื่องเป่า) จากกล่อง Cap'n Crunch cereal โดย whistle ดังกล่าวจะให้กำเนิดคลื่นเสียงขนาด 2600 hertz ซึ่งเพียงพอจะสามารถโทรศัพท์ได้โดยจะต้องใช้ร่วมกับ bluebox (กล่องสีน้ำเงินจะช่วยให้สามารถโทรศัพท์ฟรีได้)



Kevin Mitnick
มีนามแฝงว่า "Condor" อาจจะเรียกได้ว่าเป็น cracker ที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก Mitnik เริ่มต้นด้วยการเป็น phone phreak ตั้งแต่ปีแรกๆ Mitnik สามารถ crack เว็บไซต์ทุกประเภทที่คุณสามารถนึกได้ รวมถึงเว็บไซต์ทางการทหาร บริษัททางการเงิน บริษัทซอฟแวร์ และบริษัททางด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ (เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ เขาสามารถ Crack เว็บไซต์ของ North American Aerospace Defense Command) เขาถูกจับเพราะเขาดันเจาะ เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของผู้เชี่ยวชาญด้านรักษาความปลอกภัย ชาวญี่ปุ่นชื่อ Tsutomu Shimomura ทำให้เอฟบีไอตามล่าตัวเขา และถูกสั่งห้ามใช้ หรือเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันเขาออกจากคุกแล้ว เขียนหนังสือความปลอดภัย ด้าน hacker อยู่



5. สารบัญเว็บไทย 2.0

สารบัญเว็บไทย 2.0 คืออะไร (สารบัญเว็บไทย 2.0 คือ สารบัญเว็บไทย + เว็บ 2.0)
สารบัญเว็บไทย คือ การ นำเว็บไซต์ของไทยมาทำการจัดหมวดหมู่ จัดประเภท และจัดระบบ รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ ก่อนนำเว็บไซต์ลงสู่ระบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกค้นหาเว็บไซต์ที่ตนเอง ต้องการตามหมวดหมู่ (ใช้หลักแนวความคิดแบบ Directories Search นั่นเอง)
เว็บ 2.0 คือ การ เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น รวมถึงผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ต่างๆ ได้ เช่น ระบบใหม่ของสารบัญเว็บไทย 2.0 ที่เพิ่มเข้ามา เช่น การโหวตเว็บไซต์, การแสดงความคิดเห็น และอื่นๆ

ประโยชน์ของระบบสารบัญเว็บไทย 2.01. จัดเก็บเว็บไซต์ไทยอย่างเป็นระบบ
2. ศูนย์รวมเว็บไซต์ไทยที่ใหญ่ที่สุด
3. แหล่งโปรโมทเว็บไซต์ และทำ SEO
4. ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งกับเว็บไซต์


6. Bit Torrent คืออะไร

Bit Torrent มิติใหม่ของการดาวน์โหลดไฟล์
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกท่านคงไม่มีใครที่ไม่เคยดาวน์โหลดไฟล์ และโปรโตคอลที่เราคุ้นเคยกันดีก็เห็นจะหนีไม่พ้น ftp และ http โปรโตคอลทั้ง 2 นี้เป็นการทำงานในลักษณะ client-server คือ ผู้ใช้ (client) จะต้องติดต่อไปยังผู้ให้บริการไฟล์ที่เราต้องการ (server) และ ทำการดาวน์โหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์นั้น ๆ ปัญหาที่เราพบกันบ่อยที่สุดก็เมื่อเราต้องการโหลดไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ หรือ เมื่อเราติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกเรียกใช้งานมากๆ มักจะทำให้เกิดปัญหาคอขวดที่เซิร์ฟเวอร์ทันที
การแก้ปัญหาแบบง่ายที่สุดก็คือการสร้างไฟล์เซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาหลายๆ ตัว (mirror) เพื่อ แบ่งภาระการทำงานกัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ตัวใด อย่างไรก็ดี ลักษณะการทำงานแบบนี้ก็ยังต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์อยู่ นั่นก็หมายความว่าถ้าเซิร์ฟเวอร์เกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็จะส่งผลโดยตรงมายังการให้บริการ
จึง ได้มีการหันเหแนวความคิดของการทำงานมาใช้หลักการของการกระจายการทำงาน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวโน้มในยุคปัจจุบันที่พยายามให้เกิดการทำ งานในรูปแบบการกระจายหรือที่เรียกว่า Distributed Computing
Bit Torrent คือการแลกเปลี่ยนไฟล์ในลักษณะที่ว่านี้ กล่าวคือเป็นการทำงานแบบ peer-to-peer หรือ p2p ความหมายของ p2p คือ การทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีการติดต่อกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ นับเป็นการแก้ปัญหาคอขวดที่เซิร์ฟเวอร์อย่างตรงไปตรงมาที่สุด
Bit Torrent ใช้ แนวความคิดของการเป็นทั้งผู้ให้ และ ผู้รับในเวลาเดียวกัน โดยไฟล์ที่เราต้องการจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และในการรับ-ส่งไฟล์ก็จะทำงานทีละส่วน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ต่อเนื่องกันก็ได้ เมื่อเราได้ชิ้นส่วนครบเมื่อไหร่ก็แสดงว่าการดาวน์โหลดไฟล์ของเรา เสร็จสมบูรณ์
ใน ระหว่างที่เรากำลังดาวน์โหลดชิ้นส่วนของไฟล์อยู่นั้น เราก็จะให้บริการอัพโหลดชิ้นส่วนที่เราได้รับมาเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้อื่น ด้วย สำหรับการดาวน์โหลดไฟล์ที่ต้องการนั้น เริ่มต้นด้วยการติดต่อไปยังไซต์ที่ทำหน้าที่เป็น tracker ซึ่งรายชื่อ tracker นี้จะเก็บรวบรวมไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของ torrent และเว็ปไซต์ที่เป็นที่นิยมและเชื่อถือได้มากที่สุดในปัจจุบันก็เห็นจะได้แก่ http:///www.suprnova.org
ที่ไซต์นี้จะมีรายการไฟล์ต่างๆ ไว้มากมาย และในแต่ละรายการก็จะระบุชื่อของ tracker ของไฟล์นั้น ก่อนที่เราจะสามารถใช้ Bit Torrent ได้ เราจะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับดูแลการรับส่งไฟล์ก่อน เรียกว่าโปรแกรม Torrent Client ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดเห็นจะได้แก่ Azureus (http://azureus.sourceforge.net/) เพราะเขียนด้วยจาวา ทำให้สามารถทำงานได้กับเครื่องหลากหลายแพลตฟอร์ม
เมื่อเราเลือกไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลดแล้ว ก็ให้โปรแกรม torrent client ติดต่อไปยัง tracker ของไฟล์นั้น tracker คือ ไซต์ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของไฟล์เช่น ชื่อไฟล์ ขนาดไฟล์ ขนาดและจำนวนของชิ้นส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามว่ามีใครกำลังรับ-ส่งไฟล์อยู่บ้าง จากนั้นตัวโปรแกรม client ก็จะติดต่อไปยังเครื่องต่าง ๆ ที่ได้รายชื่อมาจาก tracker ทั้งนี้ เป็นธรรมเนียมของการรับส่งไฟล์แบบ Bit Torrent ว่าจะใช้หมายเลขพอร์ต 6881-6999 ในการรับ-ส่ง ข้อมูล
เราเรียกเครื่องที่กำลังรับ-ส่งชิ้นส่วนของไฟล์ว่า peer ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเริ่มรับ-ส่งไฟล์ เราก็จะกลายเป็น peer ไปด้วย และผู้อื่นก็สามารถติดต่อมาที่เราเพื่อขอรับชิ้นส่วนที่เรามีได้ด้วย เป็นธรรมเนียมและมารยาทว่า ผู้ใช้ Bit Torrent ควร จะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี คือเปิดอัพโหลดให้ผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ชิ้นส่วนของไฟล์มาครบแล้ว ก็ควรจะเปิดช่องการสื่อสารค้างไว้อีกระยะหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นมาโหลดจากเรา ต่อไปได้ อย่างน้อยให้ได้ปริมาณข้อมูลที่เราอัพโหลดไม่น้อยกว่าปริมาณข้อมูลที่เรา ดาวน์โหลด จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ใช้ที่ดี เราเรียกผู้ที่มีไฟล์ครบและยังเปิดบริการให้ผู้อื่นว่าเป็น seeder
จะเห็นว่าด้วยหลักการนี้หากมีผู้ที่กำลังทำการรับ-ส่งมาก ก็จะยิ่งทำให้การดาวน์โหลดไฟล์เร็วเพราะเรามีจำนวน peer ที่ติดต่อได้มากขึ้น ในโปรแกรม client จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังติดต่อกับ seeder กี่ราย และกับ peer กี่ราย และเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง client ก็จะติดต่อกลับไปยัง tracker เพื่ออัพเดทรายชื่อ peer และ seeder เผื่อมีรายใหม่เข้ามา อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า หากมีปัญหาที่ tracker เราก็ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้อยู่ เพราะเราได้ติดต่อกับ peer ต่างๆ ไว้แล้ว
มา ถึงคำถามที่ว่า การใช้งานแบบนี้ ปลอดภัยหรือไม่ ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ มองในด้านของการเป็นผู้รับก่อน เพราะเวลาที่เราดาวน์โหลดไฟล์กันตามปกตินั้น เราจะดาวน์โหลดจากไฟล์เซิร์ฟเวอร์โดยตรง นั่นก็คือ ถ้าเราเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อถือได้ ก็เป็นการประกันความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่การทำงานแบบ p2p นี้เป็นการดาวน์โหลดจากใครก็ไม่ทราบ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าของเครื่องเหล่านั้นจะแอบแฝงอะไรมาด้วย
Bit Torrent ปลอดภัยหรือไม่
ในตอนที่แล้ว เราได้กล่าวแนะนำเรื่อง BT กันไปคร่าว ๆ แล้ว ซึ่งจะเห็นว่าแนวความคิดของ BT สอดคล้องกับการมุ่งไปสู่ระบบการทำงานแบบกระจาย (Distributed Computing) ซึ่ง หากจะพูดถึงหลักการก็นับเป็นเรื่องที่ดี แต่การนำมาใช้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผู้เขียนเกริ่นนำอย่างนี้ก็เพราะ เวลาที่เราพูดถึง BT โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่น ก็มักจะนึกถึงแต่เรื่องของการดาวน์โหลด เกม หนัง โปรแกรม และ เพลงกัน ซึ่งสิ่งที่เขาดาวน์โหลดกันนี้ ส่วนมากเป็นไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มา ดังนั้น เวลาที่เราพูดว่าแนวความคิดของ BT ดีหรือไม่ดี นั้น ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างแนวความคิดในเรื่องของเทคนิค กับรูปแบบการนำไปใช้
ตัวอย่างเช่น หาก BT ถูกนำไปใช้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกใช้งานมาก ๆ โดยนำไปเสริมการทำงานแบบ Mirror ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะควร หรือใช้เฉพาะกับไฟล์ที่เป็นระบบเปิด เป็นต้น
ย้อนกลับมาเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเราสามารถมองได้ 2 ฝั่ง คือ ในฐานะของการเป็นผู้ที่รับไฟล์มา (Download) และในฐานะของการเป็นผู้เปิดให้ผู้อื่นมาอ่านไฟล์เรา (Upload)
มา ดูประเด็นแรกกันก่อน -- ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่ปลอดภัยมีความเสี่ยงสูง ในการที่จะได้ของแถมที่ไม่พึงประสงค์มาด้วย ในปัจจุบัน มีศัพท์รวมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Malware อันรวมไว้ตั้งแต่ ไวรัส หนอน (Worm) ม้าโทรจัน (Trojan Horse) และ Spyware (เรื่องของ Spyware อยู่ในรายการที่จะนำเสนอต่อไป) ในการทำงานของ BT เรา จะได้รับข้อมูลจากผู้ให้จากหลากหลายที่ และได้มาเป็นส่วน ๆ ซึ่งจะนำส่วนเหล่านี้มาประกอบกันเป็นไฟล์ ซึ่งทั้งผู้ให้และผู้รับไม่สามารถควบคุมได้ว่าเราจะได้ชิ้นส่วนใดจากใคร ดังนั้น หากผู้ให้ข้อมูลคนใดพยายามแอบแฝง Malware เข้ามาด้วย ก็จะต้องพยายามให้อยู่ภายในชิ้นส่วนเดียว อย่างไรก็ดี ในการดาวน์โหลดจะมีการใช้ระบบแฮชชิ่ง (Hashing) คำนวณค่าของไฟล์ต้นฉบับไว้ นั่นก็หมายความว่า หากชิ้นส่วนใดมีการถูกเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ ค่าแฮชชิ่งที่เราได้รับจะไม่ตรงกัน
แต่ในที่สุดแล้วเมื่อเราได้รับไฟล์มาแล้ว เราก็ควรผ่านให้โปรแกรมดักจับไวรัสตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง เท่าที่ติดตามข่าวมา การใช้ BT ค่อนข้างจะปลอดภัย โดยเฉพาะกับไฟล์ที่เป็นลักษณะดาต้า เช่นไฟล์หนัง เพลง หนังสือ จะไม่ปรากฏว่ามี Malware ติดมาด้วย ถ้าจะระวังก็คงเป็นไฟล์ที่เป็นโปรแกรม
มาดูประเด็นที่ 2 ต่อ ในกรณีที่มีเราเป็นผู้ทำการอัพโหลด แน่นอนว่าจะต้องมีผู้มาอ่านข้อมูลจากเครื่องของเรา ในเรื่องนี้ต้องยอมรับความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่เราเปิดเครื่องแล้วเข้าสู่ระบบเน็ตเวิร์กสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการต่อเข้าแลน หรือ หมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม เครื่องของเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสาธารณะที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ทันที (ยกเว้นไว้เล็กน้อยว่า ถ้าเราทำงานภายใต้ Proxy หรือ NAT --- ราย ละเอียดคงต้องไว้กล่าวถึงต่อไป) นั่นก็หมายความว่าเครื่องอื่น ๆ สามารถติดต่อมาที่เครื่องเราได้ผ่านทางพอร์ตที่เราเปิดไว้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการทำงานที่เครื่องอื่นสามารถเข้ามาเรียกให้โปรแกรมที่ เครื่องเราทำงานในลักษณะของ Remote Procedure Call (RPC) ได้อีกด้วย
วิธีการป้องกันจุดอ่อนที่ดีที่สุดก็คือการจัดหาไฟร์วอลล์ (Firewall) มา ติดตั้งไว้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรเปิดไฟร์วอลล์ที่มากับโอเอสเอาไว้ ซึ่งไฟร์วอลล์จะทำการปิดพอร์ตที่ไมได้ใช้ และสามารถกรองแพกเกตตามกฎที่เราระบุไว้ได้
การใช้ BT เท่ากับเป็นการเปิดพอร์ตมากขึ้น ตามจำนวนเพียร์ (Peer) ที่เราติดต่อด้วย โดยโปรเซส BT Client จะเป็นตัวรอรับการติดต่อมาที่พอร์ตเหล่านี้ หากต้องการดูว่าตอนนี้เรามีพอร์ตใดเปิดอยู่บ้างก็ทำได้ด้วยการออกคำสั่ง netstat ดู ณ เวลานี้ ยังไม่มีรายงานที่น่าเป็นห่วงของการถูกโจมตีในการใช้งาน BT แต่ สิ่งที่ต้องมีก็คือ ต้องเปิดไฟร์วอลล์ ติดตั้งโปรแกรมกันไวรัส และโปรแกรมกันสปายแวร์ .. แถมอีกนิดหนึ่งคือการอัพเดตระบบโอเอสตัวที่เราใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

7. 6 สัญญาณอันตราย ฮาร์ดดิสก์

   เรื่อง 6 สัญญาณอันตราย ฮาร์ดดิสก์ใกล้ตาย ว่ากันว่าผู้ใช้บางท่านรู้สึกแย่มากๆ ที่อยู่ดีๆ ฮาร์ดดิสก์สุดที่รักก็จากไปอย่างไม่หวนคืน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมันมีสัญญาณเตือนให้ทราบอยู่ตลอดเวลา แต่ก็หาได้สังเกตไม่ ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีนิสัยรักการแบ็คอัพ ประเภทรักเดียวใจเดียวไม่สำรองข้อมูลไว้ที่อื่นกันบ้างเลย ประเด็นที่อยากจะเตือนผู้ใช้ก็คือ อย่ามั่นใจเทคโนโลยีมากเกินไป ควรสังเกตสังกามันบ้าง ต่อไปนี้คือ ลางบอกเหตุสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ใกล้ตาย ซึ่งมีอยู่ 6 ข้อด้วยกัน อ่านทิปนี้จบแล้วลองพิจารณาดูด้วยนะครับว่า ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้อยู่มีอาการตามนี้บ้าง หรือไม่

      1. LED แสดง สถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ไม่ยอมดับ แม้มันจะฟังดูเกินเหตุ เนื่องจากบางทีมันอาจจะมาจาก LED มีปัญหาก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว การที่ LED แสดงสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์สว่างอยู่ตลอดเวลา ค่อนข้างจะชัดเจนว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ และยิ่งปล่อยเนิ่นนานไป ปัญหาจะลุกลามไปจนแก้ไม่ได้ในที่สุด

      2. ฮาร์ดดิสก์ใช้เวลานานกว่าจะพร้อมทำงาน ฮาร์ดดิสก์ ของคุณใช้เวลาในการบู๊ตนานเกินไป หรือเปล่า? จริงอยู่ที่มันอาจจากการที่ต้องโหลดโปรแกรมเริ่มต้นการทำงานหลายตัว แต่ถึงนั้นก็เถอะ ถ้ามันใช้เวลาเกินกว่าสองนาทีก็ถือว่า มีพิรุธแล้ว เพราะนั่นอาจเกิดจากการอ่าน หรือเขียนข้อความที่ผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์อยู่ก็ได้

      3. ฮาร์ดดิสก์ไม่สามารถหา File Table ได้ ถ้า ฮาร์ดดิสก์ไม่สามารถหา Windows Master File Table (MFT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเกิดการล่มของการทำงานอย่างไม่คาดฝัน กรณีนี้แทบจะเรียกได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณเข้าขั้นโคม่าเต็มทีแล้ว

      4. CHKDSK แส ดงเซคเตอร์เสีย (bad sector) Bad sector คือความจริงของชีวิต การที่ยูทิลิตี้แสดงว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณมี bad sector นั่นหมายความว่า ความเสื่อมสภาพกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ฮาร์ดดิสก์ของคุณทีละก้าวๆ แม้มันจะช้ามาก แต่เป็นสัญญาณเตือนที่คอยบอกคุณว่า ความหายนะกำลังใกล้เข้ามาเยือนฮาร์ดดิสก์ของคุณแล้ว

      5. ฮาร์ดดิสก์ร้อนขึ้นเรื่อยๆ  ปกติ ฮาร์ดดิสก์เวลาทำงานจะอุ่นๆ อยู่แล้ว แต่ถ้ามันร้อนมากจนรู้สึกได้ บางครั้งมีกลิ่นออกมาเลย ถ้ามีอาการเช่นนี้ก็เตรียมทำพิธีได้เลย ฮาร์ดดิสก์ของคุณใกล้ตายเต็มทีแล้ว

      6. ประวัติของฮาร์ดดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ ที่เคยตกบนพื้นแข็ง (ขณะที่มันยังคงทำอยู่ หรือไม่ก็ตาม) หรือได้รับความร้อนมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อฮาร์ดดิสก์ได้รับการติดตั้งไว้ใกล้กับพัดลมระบายความร้อนซีพี ยู หรือพัดลมเสีย ซึ่งทั้งสองกรณีทำให้ความร้อนภายในสูงขึ้น ความร้อนนี้จะส่งผลให้ฮาร์ดดิสก์เริ่มมีอาการเอ๋อ อย่างเช่น มีปัญหาในการอ่าน หรือเขียนไฟล์ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ อายุของฮาร์ดดิสก์จะสั้นลงอย่างไม่ต้องสงสัย และหากฮาร์ดดิสก์มีประวัติทำนองนี้อยู่ล่ะก็ อายุของมันไม่ยืดแน่นอนครับ
 

8. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ทำไมไม่เรียงลำดับตามอักษร

เว็บมาสเตอร์ ยังคงมีเรื่องที่สงสัยมาไม่เว้นแต่ละวัน วันนี้ก็เช่นกัน จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาในใจว่า เอ๊ะ!! ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมของคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์ดีด มันถึงไม่เรียงลำดับตามตัวอักษร A-Z หรือ ก-ฮ ไปซะเลยนะ ว่าแล้วก็ลองสืบค้นความเป็นมา แล้วก็ได้ข้อสรุปมาดังนี้ครับ
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับ อักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่ เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำ ร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขา มากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็เป็นเหตุผลเดียวกันครับ 

9. รู้ไหม Esc บนคีย์บอร์ดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร





   ปุ่ม Esc ที่ มุมซ้ายบนสุดของคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ค่อยสำคัญอะไรนัก เพราะนานๆ ทีถึงจะได้งานมัน ถ้าลองมาคิดดูแล้วเมื่อไรที่ขาดมันไปอะไรๆ ก็คงจะยากขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมันคือปุ่มช่วยกู้สถานการณ์ ที่ช่วยพาเราให้หนีจากหน้าต่าง หรือกล่องข้อความเตือนต่างๆ ที่เราไม่ต้องการได้ดีเลยทีเดียว
     ปุ่ม Esc หรือ Escape key ถูก คิดค้นขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน โดยนายบ็อบ เบเมอร์ โปรแกรมเมอร์จากบริษัทไอบีเอ็ม ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ซึ่งจุดประสงค์ของการสร้างปุ่ม Esc ขึ้นมาในตอนนั้น คือใช้เพื่อการสลับเปลี่ยนรูปแบบของรหัสคำสั่งบนคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในช่วงแรกๆ นั้นรหัสที่ใช้สำหรับสั่งการระบบของคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่นนั้นมีรูปแบบที่แตก ต่างกัน จนกระทั่งเมื่อภาษาคอมพิวเตอร์ถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปุ่ม Esc ก็ได้กลายเป็นปุ่มสำหรับยกเลิกการทำงานต่างๆ บนคอมพิวเตอร์นับตั้งแต่นั้นมา
     ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ได้ กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนส่วนใหญ่บนโลก ปุ่ม Esc ก็ยังคงปรากฏอยู่บนแป้นพิมพ์มาถึงทุกวันนี้ โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหลายมักจะกดปุ่มนี้ทุกครั้งเมื่อมีหน้าต่างแจ้ง เตือนปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ และพวกเขาไม่ต้องการจะเห็นมันอีก หรือง่ายๆ ก็คือปุ่ม Esc นั้นให้อารมณ์ประมาณว่า ไม่, ยกเลิก, ออก, ไม่สนใจ หรือปิด นั่นเอง
     นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการปิดหน้าต่างข้อความเตือนเท่านั้น แต่ปุ่ม esc ยังช่วยผู้ใช้งานได้ในกรณีที่ผู้ใช้กำลังดูหนัง หรือเล่นเกมได้อีกด้วย โดยมันจะทำให้ผู้ใช้สามารถกลับสู่หน้าหลักของเกม หยุดเกมชั่วคราว หรือออกเกมสู่หน้าหลักของคอมพิวเตอร์ได้อย่างทันที เรียกว่าช่วยกู้สถานการณ์ได้ดี โดยเฉพาะในกรณีที่เกมกำลังดำเนินไป และอยากจะออกจากเกมส์ปุ่มนี้ช่วยได้มากเลยทีเดียว

10. เคล็ดลับการยืดอายุโน๊ตบุ๊ค




ส่วนใหญ่แล้วคนที่ใช้โน๊ตบุ๊คส่วน ใหญ่คาดหวังว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำอะไรให้เราได้บ้าง โดยไม่เคยคิดว่าเราสามารถทำอะไรให้มันได้บ้าง แต่หากเราใส่ใจมันเหมือนกับสัตว์เลี้ยงของเราแล้ว มันอาจจะรักเราตอบกลับมาหลายปีได้เลยเช่นกันค่ะ

ดูแลแบตเตอรี่อายุ การใช้งานของแบตเตอรี่จะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่เราสามารถดูแลมันเพื่อยืดอายุการใช้งานได้ เช่น ชาร์จแบตเตอรี่เมื่อมีพลังงานภายในเหลือร้อยละ 10–12 การชาร์จพลังงานเมื่อพลังงานภายในแบตเตอรี่เหลือ 0 นั้นไม่ดีนัก แต่การไม่ชาร์จพลังงานเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก เมื่อไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน คุณสามารถยืดอายุการใช้งานได้โดยการถอดแบตเตอรี่ออกมาเมื่อพลังงานภายใน เหลือร้อยละ 40 และเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ห้ามเก็บแบตเตอรี่ที่มีพลังงานเต็มไว้ในสถานที่ร้อนเกินไป

หลีกเลี่ยงความร้อนโน๊ต บุ๊คนั้นจะปล่อยความร้อนออกมา หากมันร้อนเกินไปมันจะปิดตัวเองลง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้คุณสามารถลงโปรแกรมเพื่อตรวจวัดระดับอุณหภูมิของคอมพิวเตอร์ไม่ให้ ร้อนจนเกินไป โดยตั้งโปแกรมการทำงานพัดลมอัตโนมัติเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ร้อนเกินไป และระวังอย่าวางไว้ในรถ และมั่นใจว่าคุณจะไม่วางมันไว้ในที่ที่ร้อนเกินไป
ระวังอย่าให้ช่องระบายอากาศถูกปิดกั้นโดย การไม่วางคอมพิวเตอร์ลงบนเตียงในที่ที่หมอนหรือผ้าห่มสามารถปิดกั้นช่องลม ระบายอากาศ คอมพิวเตอร์ก็สามารถหายใจลำบากได้หากถูกปิดช่องระบายลม หากพบว่าคอมพิวเตอร์ร้อนเกินไป ยกคอมพิวเตอร์ขึ้นให้ช่องระบายลมทำงานได้สะดวก ใช้พัดลมเป่าเครื่องคอมพิวเตอร์บ้าง นอกจากนี้ฝุ่นยังเป็นตัวการสำคัญที่จะปิดกั้นการระบายอากาศของเครื่อง ดังนั้นหมั่นทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ และช่องระบายลมเสมอๆ
ระวังจอ LCDชิ้น ส่วนที่แพงที่สุดของคอมพิวเตอร์ ระมัดระวังเมื่อทำความสะอาดหน้าจอ น้ำจากก๊อกน้ำจะทำให้เกิดรอยหยดน้ำเมื่อแห้ง เพราะฉะนั้นควรใช้น้ำกลั่นในการทำความสะอาดจออยู่เสมอ และห้ามใช้ตัวทำละลายหรือแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาด ที่สำคัญไม่ใช้ผ้าเช็ดแก้วน้ำหรือกระดาษทิชชู่ในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วน ทางที่ดีที่สุดคือการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่แห้งและสะอาด โดยทั่วๆ ไปแล้วก็พยายามอย่าจับบริเวณหน้าจอ อย่าให้เกิดรอยนิ้วมือ ซึ่งอาจกลายเป็นรอยถาวรหรืออาจทำให้เกิดจุดหรือเส้นต่างๆ บนจอได้