ค้นหาบล็อกนี้

เช้คจำนวนคนเข้าดู

Blogger นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0012006 ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2556

My Photo

My Photo

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

1. 4G คิออะไร



  สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 4G ก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ 3G นั่นเอง โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึงหนึ่ง แสนล้านดอลล่าร์ เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการโทรคมนาคมเครือข่าย 3G เพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารแบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้ แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำได้ยากกว่าที่คาดไว้ และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่สูง จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3G 

โดยสรุปแล้วแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G มีดังนี้ คือ 
  • ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูงๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย
  • มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ทำให้ยากในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย แต่เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่และพกพาไปได้ทั่วโลก
  • นักวิจัยต้องการให้รูปแบบการส่งคลื่นทางเทคนิคมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 10 Mbps ซึ่งไม่สามารถทำได้ในโครงสร้างของ 3G
  • ระบบ 4G เป็นระบบเครือข่ายแบบ IP digital packet ทำให้สามารถส่ง Voice และ Data ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยราคาการให้บริการที่ถูกมากและมีรูปแบบที่ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

      การพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 4G ได้มีการพัฒนาโดยเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยการนำไบโอแมทริกซ์มาผสมผสาน ทำให้สามารถซื้อขายกันได้โดยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ Mobile Internet และยังสามารถหักบัญชีเงินในธนาคาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือบริการได้ทันที ระบบไบโอแมทริกซ์ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G นั่นคือในธุรกิจ Mobile Commerce นั่นเอง 

      ซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดีย นับเป็นกลุ่มซอฟแวร์ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบ 4G โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที ตัวอย่างเช่น คุณอาจดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาไว้ในรถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล เพื่อว่าจะได้มีหนังดีๆ รวมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวไว้ดูบ้างในระหว่างเดินทาง นั่นคือธุรกิจ Software house และ ธุรกิจเกี่ยวกับการสร้าง Content ในระดับ SME ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะมีโอกาสในธุรกิจสื่อมัลติมีเดียบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เป็นอย่าง มาก 

      ลองนึกภาพการที่คุณสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อซื้อน้ำอัดลมจากตู้ขาย อัตโนมัติ ใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกันสั่งซื้ออัลบั้มเพลงล่าสุดและดาวน์โหลลงเครื่อง เล่น MP3 ได้โดยตรง หรือการที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อหาจองโรงแรมที่ใกล้ ที่สุด และราคาเหมาะสมที่สุดขณะที่นั่งรถแท็กซี่  

      โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 4G จะมีความสามารถและสมรรถนะสูงมาก ในระดับที่สามารถชมภาพวิดีโอกันแบบสดๆได้ พร้อมคุณภาพระดับ DVD ตามการเปิดเผยของซัมซุงฯ  เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ทางซัมซุงฯได้เพิ่มบุคลากรในแผนกอาร์แอนด์ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ 4G  แล้ว

       มีการคาดหวังถึงความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อบริการ M-Commerce บนระบบ 4G จะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย ทำให้เกิดแนวคิดมากมายในการทำ M-Commerce เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลออกไปในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายคือผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินผ่านร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุณอาจจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน และคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบราคาสินค้า เปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือเมื่อคุณนั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยวโทรศัพท์เคลื่อนที่4G ของคุณก็จะได้รับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ของบริเวณนั้นบนจอของคุณ อีกทั้งข้อความโฆษณาของโรงแรมหรือที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว นั้นๆ เป็นต้น 

       ขณะนี้ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีหวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดยชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือ “ไอพีวี6” (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลก 

      จะเห็นได้ว่าตอนนี้เหล่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่กันแล้ว และดูเหมือนการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า 3G มาก จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว แต่น่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดด จนธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอาจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง

2.GPRS

GPRS ย่อมาจาก General Packet Radio Services ซึ่งเป็นบริการเสริมแบบใหม่ที่รองรับการรับส่งข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GPRS สามารถรองรับการให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นกว่าระบบ CSD และ SMS เดิมได้

รูปแบบใหม่ในการใช้งานที่ดีขึ้น
GPRS ยังรองรับการให้บริการในรูปแบบใหม่ที่ไม่สามารถให้บริการได้บนเครือข่าย GSM เดิมเพราะข้อจำกัดด้านความเร็วในการรับส่งข้อมูลในแบบ CSD (9.6 kbps) และข้อจำกัดของขนาดของข้อมูลที่สามารถรับส่งได้ในแบบ SMS (160 ตัวอักษร) GPRS ทำให้สามารถให้บริการในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อาทิเช่นการเข้าถึง WWW อย่างแท้จริง การรับส่งแฟ้มข้อมูล รวมไปถึงการควบคุมและตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน



 

การสนองตอบที่รวดเร็ว
GPRS ทำให้การเชื่อมต่อมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างทันทีทั้งการรับและ การส่งด้วยการตัดความยุ่งยากในการขั้นตอนตั้งค่าต่างๆ ของโมเด็ม นั้นคือเหตุผลที่ผู้ใช้กล่าวกันว่า GPRS เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา (always connected) การสนองตอบได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการของผู้ใช้คืออีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่เหนือกว่าการเชื่อมต่อแบบ CSD ในการใช้งานบางประเภทที่ต้องการการสนองตอบที่รวดเร็ว

ทฤษฎีของ GPRS
GPRS คือวิวัฒนาการของการสื่อสารข้อมูลไร้สายแบบ packet switching เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการสื่อสารข้อมูลแบบ CSD ของเครือข่าย GSM เดิมทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกใหม่ในการสื่อสารในรูปแบบ packet-based การขยายขีดความสามารถของเครือข่ายแบบ CSD เดิมให้เพิ่มความสามารถในการให้บริการแบบ packet switching ข้อมูลที่รับส่งผ่านเครือข่าย GPRS จะถูกตัดแบ่งเป็น packet ย่อยๆ ก่อน ในแต่ละ packet จะมีข้อมูลระบุถึงที่มาที่สัมพันธ์กันเพื่อใช้ในการประกอบ กลับขึ้นมาเป็นข้อมูลเดิมอีกครั้ง เปรียบได้กับเกม jigsaw ที่รูปภาพถูกตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากโรงงานแล้วบรรจุใส่ถุงขายให้ลูกค้า โดยในระหว่างทางขนส่งให้กับลูกค้านั้น ภาพชิ้นเล็กแต่ละชิ้นก็จะถูกคลุกคละกันไป เมื่อเรานำมันมาต่อเข้าด้วยกันก็ใช้วิธีดูจากความสัมพันธ์ของแต่ละชิ้น ซึ่งอาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ใน internet เองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเครือข่ายข้อมูลแบบ packet ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุดในปัจจุบัน

ความเร็วในการส่งข้อมูล
ตาม ทฤษฏีแล้ว GPRS สามารถให้บริการที่ความเร็วสูงสุดถึง 171.2 kbps โดยต้องอาศัยการใช้ช่วงเวลา (timeslot) ทั้งแปดช่วงของทั้งหมดที่มี ซึ่งนั้นหมายถึงความเร็วสูงสุดที่สูงขึ้นถึงสามเท่าของการส่งข้อมูลผ่านสาย บนเครือข่ายโทรศัพท์ปัจจุบัน และสูงขึ้นมากกว่าการเชื่อมต่อแบบ CSD ในเครือข่าย GSM ถึงสิบเท่า


ปัจจัยในการใช้บริการ GPRS
ในการใช้งาน GPRS ผู้ใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • ต้องเป็นผู้ใช้บริการในเครือข่ายที่รองรับระบบ GPRS
  • เครื่องโทรศัพท์มือถือจะต้องรองรับระบบ GPRS ด้วย
  • จะต้องมีการตั้งค่าต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือสำหรับการเชื่อมต่อ GPRS

3. ลงทะเบียนใช้ wifi ฟรี ICT free Wifi ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ICT free WiFi ของ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ลงทะเบียนใช้
ICT free WiFi ฟรี วิธีสมัครไวไฟฟรีรัฐบาล
ให้สมัครลงทะเบียนตามลิงค์แบบนี้ครับ http://vip.totwifi.com/ict-ชื่อจังหวัดที่ท่านอยู่

ตัวอย่างเช่น
นครราชสีมา http://vip.totwifi.com/ict-nakhonratchasima/

Wifi free



















4. แฮกเกอร์ (Hacker)

ความหมายของแฮกเกอร์
      "แฮกเกอร์ (Hacker) คือ บุคคลที่มีความสนใจในกลไกการทำงานของระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์อย่างลึก ซึ้ง แฮกเกอร์ส่วนใหญ่ต้องมีความรู้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโปรแกรมเมอร์ โดยจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะพวกเขามีความใส่ใจที่จะนำความรู้พื้นฐานที่ผู้อื่นมองว่าธรรมดามา ประยุกต์ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่ในสังคมดิจิตอลอยู่ตลอดเวลา แฮกเกอร์จะมีความเข้าใจในจุดอ่อนของระบบและที่มาของจุดอ่อนนั้นๆ เนื่องจากคอยติดตามข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การกระทำใดๆ ที่เกิดจากการศึกษาของแฮกเกอร์จะต้องแน่ใจแล้วว่า ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูล"
      "แฮกเกอร์ (Hacker) หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัย ของคอมพิวเตอร์ได้ กลุ่มพวกนี้จะอ้างว่า ตนมีจรรยาบรรณ ไม่หาผลประโยชน์จากการบุกรุกและประณามพวก Cracker"
      "แฮกเกอร์ (Hacker) คือ บุคคลผู้ซึ่งสามารถประยุกต์เอาความรู้ธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องมือพิเศษ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่สุจริตได้"

 



ตัวอย่างแฮกเกอร์ชื่อดัง
ประวัติและผลงานของแฮกเกอร์ชื่อดังของโลก
Johan Helsingius
มีนามแฝงว่า Julf เขาเป็นผู้จัดการของ Anonymous Remailer ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเรียกว่า Penet.fi แต่ในที่สุดเขาก็ปิดกิจการลงในเดือนกันยายน ปี 1996 เนื่องจากตำรวจอ้างว่า Church of Scientology ได้รับความเสิยหายอันเกิดจากการมีคนนำความลับของพวกเขาไปเผยแพร่โดย ปกปิดตัวเองด้วยบริการของ Helsingius Remailer ที่เขาทำ ซึ่งดำเนินงานโดยคอมพิวเตอร์ 486 และ Harddisk 200Mb เพียงเท่านั้นเอง

John Draper
มีนามแฝงว่า Cap'n Crunch เขาเป็นผู้ริเริ่มในการใช้หลอดพลาสติกที่อยู่ในกล่องซีเรียลมาทำให้โทรศัพท์ ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับการขนานนามว่า "เจ้าพ่อการแคร็กโทรศัพท์" หรือที่เรียกกกันว่า "phreaking" ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นเขาพยายามทำให้โทรศัพท์คืนเหรียญมาทุกครั้งที่หยอดลงไป เครื่องมือที่เขาชอบใช้คือ whistle (เครื่องเป่า) จากกล่อง Cap'n Crunch cereal โดย whistle ดังกล่าวจะให้กำเนิดคลื่นเสียงขนาด 2600 hertz ซึ่งเพียงพอจะสามารถโทรศัพท์ได้โดยจะต้องใช้ร่วมกับ bluebox (กล่องสีน้ำเงินจะช่วยให้สามารถโทรศัพท์ฟรีได้)



Kevin Mitnick
มีนามแฝงว่า "Condor" อาจจะเรียกได้ว่าเป็น cracker ที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก Mitnik เริ่มต้นด้วยการเป็น phone phreak ตั้งแต่ปีแรกๆ Mitnik สามารถ crack เว็บไซต์ทุกประเภทที่คุณสามารถนึกได้ รวมถึงเว็บไซต์ทางการทหาร บริษัททางการเงิน บริษัทซอฟแวร์ และบริษัททางด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ (เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ เขาสามารถ Crack เว็บไซต์ของ North American Aerospace Defense Command) เขาถูกจับเพราะเขาดันเจาะ เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของผู้เชี่ยวชาญด้านรักษาความปลอกภัย ชาวญี่ปุ่นชื่อ Tsutomu Shimomura ทำให้เอฟบีไอตามล่าตัวเขา และถูกสั่งห้ามใช้ หรือเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันเขาออกจากคุกแล้ว เขียนหนังสือความปลอดภัย ด้าน hacker อยู่



5. สารบัญเว็บไทย 2.0

สารบัญเว็บไทย 2.0 คืออะไร (สารบัญเว็บไทย 2.0 คือ สารบัญเว็บไทย + เว็บ 2.0)
สารบัญเว็บไทย คือ การ นำเว็บไซต์ของไทยมาทำการจัดหมวดหมู่ จัดประเภท และจัดระบบ รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ ก่อนนำเว็บไซต์ลงสู่ระบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกค้นหาเว็บไซต์ที่ตนเอง ต้องการตามหมวดหมู่ (ใช้หลักแนวความคิดแบบ Directories Search นั่นเอง)
เว็บ 2.0 คือ การ เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น รวมถึงผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ต่างๆ ได้ เช่น ระบบใหม่ของสารบัญเว็บไทย 2.0 ที่เพิ่มเข้ามา เช่น การโหวตเว็บไซต์, การแสดงความคิดเห็น และอื่นๆ

ประโยชน์ของระบบสารบัญเว็บไทย 2.01. จัดเก็บเว็บไซต์ไทยอย่างเป็นระบบ
2. ศูนย์รวมเว็บไซต์ไทยที่ใหญ่ที่สุด
3. แหล่งโปรโมทเว็บไซต์ และทำ SEO
4. ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งกับเว็บไซต์


6. Bit Torrent คืออะไร

Bit Torrent มิติใหม่ของการดาวน์โหลดไฟล์
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกท่านคงไม่มีใครที่ไม่เคยดาวน์โหลดไฟล์ และโปรโตคอลที่เราคุ้นเคยกันดีก็เห็นจะหนีไม่พ้น ftp และ http โปรโตคอลทั้ง 2 นี้เป็นการทำงานในลักษณะ client-server คือ ผู้ใช้ (client) จะต้องติดต่อไปยังผู้ให้บริการไฟล์ที่เราต้องการ (server) และ ทำการดาวน์โหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์นั้น ๆ ปัญหาที่เราพบกันบ่อยที่สุดก็เมื่อเราต้องการโหลดไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ หรือ เมื่อเราติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกเรียกใช้งานมากๆ มักจะทำให้เกิดปัญหาคอขวดที่เซิร์ฟเวอร์ทันที
การแก้ปัญหาแบบง่ายที่สุดก็คือการสร้างไฟล์เซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาหลายๆ ตัว (mirror) เพื่อ แบ่งภาระการทำงานกัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ตัวใด อย่างไรก็ดี ลักษณะการทำงานแบบนี้ก็ยังต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์อยู่ นั่นก็หมายความว่าถ้าเซิร์ฟเวอร์เกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็จะส่งผลโดยตรงมายังการให้บริการ
จึง ได้มีการหันเหแนวความคิดของการทำงานมาใช้หลักการของการกระจายการทำงาน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวโน้มในยุคปัจจุบันที่พยายามให้เกิดการทำ งานในรูปแบบการกระจายหรือที่เรียกว่า Distributed Computing
Bit Torrent คือการแลกเปลี่ยนไฟล์ในลักษณะที่ว่านี้ กล่าวคือเป็นการทำงานแบบ peer-to-peer หรือ p2p ความหมายของ p2p คือ การทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีการติดต่อกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ นับเป็นการแก้ปัญหาคอขวดที่เซิร์ฟเวอร์อย่างตรงไปตรงมาที่สุด
Bit Torrent ใช้ แนวความคิดของการเป็นทั้งผู้ให้ และ ผู้รับในเวลาเดียวกัน โดยไฟล์ที่เราต้องการจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และในการรับ-ส่งไฟล์ก็จะทำงานทีละส่วน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ต่อเนื่องกันก็ได้ เมื่อเราได้ชิ้นส่วนครบเมื่อไหร่ก็แสดงว่าการดาวน์โหลดไฟล์ของเรา เสร็จสมบูรณ์
ใน ระหว่างที่เรากำลังดาวน์โหลดชิ้นส่วนของไฟล์อยู่นั้น เราก็จะให้บริการอัพโหลดชิ้นส่วนที่เราได้รับมาเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้อื่น ด้วย สำหรับการดาวน์โหลดไฟล์ที่ต้องการนั้น เริ่มต้นด้วยการติดต่อไปยังไซต์ที่ทำหน้าที่เป็น tracker ซึ่งรายชื่อ tracker นี้จะเก็บรวบรวมไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของ torrent และเว็ปไซต์ที่เป็นที่นิยมและเชื่อถือได้มากที่สุดในปัจจุบันก็เห็นจะได้แก่ http:///www.suprnova.org
ที่ไซต์นี้จะมีรายการไฟล์ต่างๆ ไว้มากมาย และในแต่ละรายการก็จะระบุชื่อของ tracker ของไฟล์นั้น ก่อนที่เราจะสามารถใช้ Bit Torrent ได้ เราจะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับดูแลการรับส่งไฟล์ก่อน เรียกว่าโปรแกรม Torrent Client ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดเห็นจะได้แก่ Azureus (http://azureus.sourceforge.net/) เพราะเขียนด้วยจาวา ทำให้สามารถทำงานได้กับเครื่องหลากหลายแพลตฟอร์ม
เมื่อเราเลือกไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลดแล้ว ก็ให้โปรแกรม torrent client ติดต่อไปยัง tracker ของไฟล์นั้น tracker คือ ไซต์ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของไฟล์เช่น ชื่อไฟล์ ขนาดไฟล์ ขนาดและจำนวนของชิ้นส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามว่ามีใครกำลังรับ-ส่งไฟล์อยู่บ้าง จากนั้นตัวโปรแกรม client ก็จะติดต่อไปยังเครื่องต่าง ๆ ที่ได้รายชื่อมาจาก tracker ทั้งนี้ เป็นธรรมเนียมของการรับส่งไฟล์แบบ Bit Torrent ว่าจะใช้หมายเลขพอร์ต 6881-6999 ในการรับ-ส่ง ข้อมูล
เราเรียกเครื่องที่กำลังรับ-ส่งชิ้นส่วนของไฟล์ว่า peer ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเริ่มรับ-ส่งไฟล์ เราก็จะกลายเป็น peer ไปด้วย และผู้อื่นก็สามารถติดต่อมาที่เราเพื่อขอรับชิ้นส่วนที่เรามีได้ด้วย เป็นธรรมเนียมและมารยาทว่า ผู้ใช้ Bit Torrent ควร จะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี คือเปิดอัพโหลดให้ผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ชิ้นส่วนของไฟล์มาครบแล้ว ก็ควรจะเปิดช่องการสื่อสารค้างไว้อีกระยะหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นมาโหลดจากเรา ต่อไปได้ อย่างน้อยให้ได้ปริมาณข้อมูลที่เราอัพโหลดไม่น้อยกว่าปริมาณข้อมูลที่เรา ดาวน์โหลด จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ใช้ที่ดี เราเรียกผู้ที่มีไฟล์ครบและยังเปิดบริการให้ผู้อื่นว่าเป็น seeder
จะเห็นว่าด้วยหลักการนี้หากมีผู้ที่กำลังทำการรับ-ส่งมาก ก็จะยิ่งทำให้การดาวน์โหลดไฟล์เร็วเพราะเรามีจำนวน peer ที่ติดต่อได้มากขึ้น ในโปรแกรม client จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังติดต่อกับ seeder กี่ราย และกับ peer กี่ราย และเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง client ก็จะติดต่อกลับไปยัง tracker เพื่ออัพเดทรายชื่อ peer และ seeder เผื่อมีรายใหม่เข้ามา อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า หากมีปัญหาที่ tracker เราก็ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้อยู่ เพราะเราได้ติดต่อกับ peer ต่างๆ ไว้แล้ว
มา ถึงคำถามที่ว่า การใช้งานแบบนี้ ปลอดภัยหรือไม่ ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ มองในด้านของการเป็นผู้รับก่อน เพราะเวลาที่เราดาวน์โหลดไฟล์กันตามปกตินั้น เราจะดาวน์โหลดจากไฟล์เซิร์ฟเวอร์โดยตรง นั่นก็คือ ถ้าเราเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อถือได้ ก็เป็นการประกันความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่การทำงานแบบ p2p นี้เป็นการดาวน์โหลดจากใครก็ไม่ทราบ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าของเครื่องเหล่านั้นจะแอบแฝงอะไรมาด้วย
Bit Torrent ปลอดภัยหรือไม่
ในตอนที่แล้ว เราได้กล่าวแนะนำเรื่อง BT กันไปคร่าว ๆ แล้ว ซึ่งจะเห็นว่าแนวความคิดของ BT สอดคล้องกับการมุ่งไปสู่ระบบการทำงานแบบกระจาย (Distributed Computing) ซึ่ง หากจะพูดถึงหลักการก็นับเป็นเรื่องที่ดี แต่การนำมาใช้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผู้เขียนเกริ่นนำอย่างนี้ก็เพราะ เวลาที่เราพูดถึง BT โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่น ก็มักจะนึกถึงแต่เรื่องของการดาวน์โหลด เกม หนัง โปรแกรม และ เพลงกัน ซึ่งสิ่งที่เขาดาวน์โหลดกันนี้ ส่วนมากเป็นไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มา ดังนั้น เวลาที่เราพูดว่าแนวความคิดของ BT ดีหรือไม่ดี นั้น ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างแนวความคิดในเรื่องของเทคนิค กับรูปแบบการนำไปใช้
ตัวอย่างเช่น หาก BT ถูกนำไปใช้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกใช้งานมาก ๆ โดยนำไปเสริมการทำงานแบบ Mirror ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะควร หรือใช้เฉพาะกับไฟล์ที่เป็นระบบเปิด เป็นต้น
ย้อนกลับมาเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเราสามารถมองได้ 2 ฝั่ง คือ ในฐานะของการเป็นผู้ที่รับไฟล์มา (Download) และในฐานะของการเป็นผู้เปิดให้ผู้อื่นมาอ่านไฟล์เรา (Upload)
มา ดูประเด็นแรกกันก่อน -- ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่ปลอดภัยมีความเสี่ยงสูง ในการที่จะได้ของแถมที่ไม่พึงประสงค์มาด้วย ในปัจจุบัน มีศัพท์รวมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Malware อันรวมไว้ตั้งแต่ ไวรัส หนอน (Worm) ม้าโทรจัน (Trojan Horse) และ Spyware (เรื่องของ Spyware อยู่ในรายการที่จะนำเสนอต่อไป) ในการทำงานของ BT เรา จะได้รับข้อมูลจากผู้ให้จากหลากหลายที่ และได้มาเป็นส่วน ๆ ซึ่งจะนำส่วนเหล่านี้มาประกอบกันเป็นไฟล์ ซึ่งทั้งผู้ให้และผู้รับไม่สามารถควบคุมได้ว่าเราจะได้ชิ้นส่วนใดจากใคร ดังนั้น หากผู้ให้ข้อมูลคนใดพยายามแอบแฝง Malware เข้ามาด้วย ก็จะต้องพยายามให้อยู่ภายในชิ้นส่วนเดียว อย่างไรก็ดี ในการดาวน์โหลดจะมีการใช้ระบบแฮชชิ่ง (Hashing) คำนวณค่าของไฟล์ต้นฉบับไว้ นั่นก็หมายความว่า หากชิ้นส่วนใดมีการถูกเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ ค่าแฮชชิ่งที่เราได้รับจะไม่ตรงกัน
แต่ในที่สุดแล้วเมื่อเราได้รับไฟล์มาแล้ว เราก็ควรผ่านให้โปรแกรมดักจับไวรัสตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง เท่าที่ติดตามข่าวมา การใช้ BT ค่อนข้างจะปลอดภัย โดยเฉพาะกับไฟล์ที่เป็นลักษณะดาต้า เช่นไฟล์หนัง เพลง หนังสือ จะไม่ปรากฏว่ามี Malware ติดมาด้วย ถ้าจะระวังก็คงเป็นไฟล์ที่เป็นโปรแกรม
มาดูประเด็นที่ 2 ต่อ ในกรณีที่มีเราเป็นผู้ทำการอัพโหลด แน่นอนว่าจะต้องมีผู้มาอ่านข้อมูลจากเครื่องของเรา ในเรื่องนี้ต้องยอมรับความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่เราเปิดเครื่องแล้วเข้าสู่ระบบเน็ตเวิร์กสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการต่อเข้าแลน หรือ หมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม เครื่องของเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสาธารณะที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ทันที (ยกเว้นไว้เล็กน้อยว่า ถ้าเราทำงานภายใต้ Proxy หรือ NAT --- ราย ละเอียดคงต้องไว้กล่าวถึงต่อไป) นั่นก็หมายความว่าเครื่องอื่น ๆ สามารถติดต่อมาที่เครื่องเราได้ผ่านทางพอร์ตที่เราเปิดไว้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการทำงานที่เครื่องอื่นสามารถเข้ามาเรียกให้โปรแกรมที่ เครื่องเราทำงานในลักษณะของ Remote Procedure Call (RPC) ได้อีกด้วย
วิธีการป้องกันจุดอ่อนที่ดีที่สุดก็คือการจัดหาไฟร์วอลล์ (Firewall) มา ติดตั้งไว้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรเปิดไฟร์วอลล์ที่มากับโอเอสเอาไว้ ซึ่งไฟร์วอลล์จะทำการปิดพอร์ตที่ไมได้ใช้ และสามารถกรองแพกเกตตามกฎที่เราระบุไว้ได้
การใช้ BT เท่ากับเป็นการเปิดพอร์ตมากขึ้น ตามจำนวนเพียร์ (Peer) ที่เราติดต่อด้วย โดยโปรเซส BT Client จะเป็นตัวรอรับการติดต่อมาที่พอร์ตเหล่านี้ หากต้องการดูว่าตอนนี้เรามีพอร์ตใดเปิดอยู่บ้างก็ทำได้ด้วยการออกคำสั่ง netstat ดู ณ เวลานี้ ยังไม่มีรายงานที่น่าเป็นห่วงของการถูกโจมตีในการใช้งาน BT แต่ สิ่งที่ต้องมีก็คือ ต้องเปิดไฟร์วอลล์ ติดตั้งโปรแกรมกันไวรัส และโปรแกรมกันสปายแวร์ .. แถมอีกนิดหนึ่งคือการอัพเดตระบบโอเอสตัวที่เราใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

7. 6 สัญญาณอันตราย ฮาร์ดดิสก์

   เรื่อง 6 สัญญาณอันตราย ฮาร์ดดิสก์ใกล้ตาย ว่ากันว่าผู้ใช้บางท่านรู้สึกแย่มากๆ ที่อยู่ดีๆ ฮาร์ดดิสก์สุดที่รักก็จากไปอย่างไม่หวนคืน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมันมีสัญญาณเตือนให้ทราบอยู่ตลอดเวลา แต่ก็หาได้สังเกตไม่ ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีนิสัยรักการแบ็คอัพ ประเภทรักเดียวใจเดียวไม่สำรองข้อมูลไว้ที่อื่นกันบ้างเลย ประเด็นที่อยากจะเตือนผู้ใช้ก็คือ อย่ามั่นใจเทคโนโลยีมากเกินไป ควรสังเกตสังกามันบ้าง ต่อไปนี้คือ ลางบอกเหตุสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ใกล้ตาย ซึ่งมีอยู่ 6 ข้อด้วยกัน อ่านทิปนี้จบแล้วลองพิจารณาดูด้วยนะครับว่า ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้อยู่มีอาการตามนี้บ้าง หรือไม่

      1. LED แสดง สถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ไม่ยอมดับ แม้มันจะฟังดูเกินเหตุ เนื่องจากบางทีมันอาจจะมาจาก LED มีปัญหาก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว การที่ LED แสดงสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์สว่างอยู่ตลอดเวลา ค่อนข้างจะชัดเจนว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ และยิ่งปล่อยเนิ่นนานไป ปัญหาจะลุกลามไปจนแก้ไม่ได้ในที่สุด

      2. ฮาร์ดดิสก์ใช้เวลานานกว่าจะพร้อมทำงาน ฮาร์ดดิสก์ ของคุณใช้เวลาในการบู๊ตนานเกินไป หรือเปล่า? จริงอยู่ที่มันอาจจากการที่ต้องโหลดโปรแกรมเริ่มต้นการทำงานหลายตัว แต่ถึงนั้นก็เถอะ ถ้ามันใช้เวลาเกินกว่าสองนาทีก็ถือว่า มีพิรุธแล้ว เพราะนั่นอาจเกิดจากการอ่าน หรือเขียนข้อความที่ผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์อยู่ก็ได้

      3. ฮาร์ดดิสก์ไม่สามารถหา File Table ได้ ถ้า ฮาร์ดดิสก์ไม่สามารถหา Windows Master File Table (MFT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเกิดการล่มของการทำงานอย่างไม่คาดฝัน กรณีนี้แทบจะเรียกได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณเข้าขั้นโคม่าเต็มทีแล้ว

      4. CHKDSK แส ดงเซคเตอร์เสีย (bad sector) Bad sector คือความจริงของชีวิต การที่ยูทิลิตี้แสดงว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณมี bad sector นั่นหมายความว่า ความเสื่อมสภาพกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ฮาร์ดดิสก์ของคุณทีละก้าวๆ แม้มันจะช้ามาก แต่เป็นสัญญาณเตือนที่คอยบอกคุณว่า ความหายนะกำลังใกล้เข้ามาเยือนฮาร์ดดิสก์ของคุณแล้ว

      5. ฮาร์ดดิสก์ร้อนขึ้นเรื่อยๆ  ปกติ ฮาร์ดดิสก์เวลาทำงานจะอุ่นๆ อยู่แล้ว แต่ถ้ามันร้อนมากจนรู้สึกได้ บางครั้งมีกลิ่นออกมาเลย ถ้ามีอาการเช่นนี้ก็เตรียมทำพิธีได้เลย ฮาร์ดดิสก์ของคุณใกล้ตายเต็มทีแล้ว

      6. ประวัติของฮาร์ดดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ ที่เคยตกบนพื้นแข็ง (ขณะที่มันยังคงทำอยู่ หรือไม่ก็ตาม) หรือได้รับความร้อนมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อฮาร์ดดิสก์ได้รับการติดตั้งไว้ใกล้กับพัดลมระบายความร้อนซีพี ยู หรือพัดลมเสีย ซึ่งทั้งสองกรณีทำให้ความร้อนภายในสูงขึ้น ความร้อนนี้จะส่งผลให้ฮาร์ดดิสก์เริ่มมีอาการเอ๋อ อย่างเช่น มีปัญหาในการอ่าน หรือเขียนไฟล์ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ อายุของฮาร์ดดิสก์จะสั้นลงอย่างไม่ต้องสงสัย และหากฮาร์ดดิสก์มีประวัติทำนองนี้อยู่ล่ะก็ อายุของมันไม่ยืดแน่นอนครับ
 

8. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ทำไมไม่เรียงลำดับตามอักษร

เว็บมาสเตอร์ ยังคงมีเรื่องที่สงสัยมาไม่เว้นแต่ละวัน วันนี้ก็เช่นกัน จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาในใจว่า เอ๊ะ!! ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมของคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์ดีด มันถึงไม่เรียงลำดับตามตัวอักษร A-Z หรือ ก-ฮ ไปซะเลยนะ ว่าแล้วก็ลองสืบค้นความเป็นมา แล้วก็ได้ข้อสรุปมาดังนี้ครับ
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับ อักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่ เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำ ร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขา มากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็เป็นเหตุผลเดียวกันครับ 

9. รู้ไหม Esc บนคีย์บอร์ดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร





   ปุ่ม Esc ที่ มุมซ้ายบนสุดของคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ค่อยสำคัญอะไรนัก เพราะนานๆ ทีถึงจะได้งานมัน ถ้าลองมาคิดดูแล้วเมื่อไรที่ขาดมันไปอะไรๆ ก็คงจะยากขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมันคือปุ่มช่วยกู้สถานการณ์ ที่ช่วยพาเราให้หนีจากหน้าต่าง หรือกล่องข้อความเตือนต่างๆ ที่เราไม่ต้องการได้ดีเลยทีเดียว
     ปุ่ม Esc หรือ Escape key ถูก คิดค้นขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน โดยนายบ็อบ เบเมอร์ โปรแกรมเมอร์จากบริษัทไอบีเอ็ม ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ซึ่งจุดประสงค์ของการสร้างปุ่ม Esc ขึ้นมาในตอนนั้น คือใช้เพื่อการสลับเปลี่ยนรูปแบบของรหัสคำสั่งบนคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในช่วงแรกๆ นั้นรหัสที่ใช้สำหรับสั่งการระบบของคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่นนั้นมีรูปแบบที่แตก ต่างกัน จนกระทั่งเมื่อภาษาคอมพิวเตอร์ถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปุ่ม Esc ก็ได้กลายเป็นปุ่มสำหรับยกเลิกการทำงานต่างๆ บนคอมพิวเตอร์นับตั้งแต่นั้นมา
     ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ได้ กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนส่วนใหญ่บนโลก ปุ่ม Esc ก็ยังคงปรากฏอยู่บนแป้นพิมพ์มาถึงทุกวันนี้ โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหลายมักจะกดปุ่มนี้ทุกครั้งเมื่อมีหน้าต่างแจ้ง เตือนปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ และพวกเขาไม่ต้องการจะเห็นมันอีก หรือง่ายๆ ก็คือปุ่ม Esc นั้นให้อารมณ์ประมาณว่า ไม่, ยกเลิก, ออก, ไม่สนใจ หรือปิด นั่นเอง
     นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการปิดหน้าต่างข้อความเตือนเท่านั้น แต่ปุ่ม esc ยังช่วยผู้ใช้งานได้ในกรณีที่ผู้ใช้กำลังดูหนัง หรือเล่นเกมได้อีกด้วย โดยมันจะทำให้ผู้ใช้สามารถกลับสู่หน้าหลักของเกม หยุดเกมชั่วคราว หรือออกเกมสู่หน้าหลักของคอมพิวเตอร์ได้อย่างทันที เรียกว่าช่วยกู้สถานการณ์ได้ดี โดยเฉพาะในกรณีที่เกมกำลังดำเนินไป และอยากจะออกจากเกมส์ปุ่มนี้ช่วยได้มากเลยทีเดียว

10. เคล็ดลับการยืดอายุโน๊ตบุ๊ค




ส่วนใหญ่แล้วคนที่ใช้โน๊ตบุ๊คส่วน ใหญ่คาดหวังว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำอะไรให้เราได้บ้าง โดยไม่เคยคิดว่าเราสามารถทำอะไรให้มันได้บ้าง แต่หากเราใส่ใจมันเหมือนกับสัตว์เลี้ยงของเราแล้ว มันอาจจะรักเราตอบกลับมาหลายปีได้เลยเช่นกันค่ะ

ดูแลแบตเตอรี่อายุ การใช้งานของแบตเตอรี่จะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่เราสามารถดูแลมันเพื่อยืดอายุการใช้งานได้ เช่น ชาร์จแบตเตอรี่เมื่อมีพลังงานภายในเหลือร้อยละ 10–12 การชาร์จพลังงานเมื่อพลังงานภายในแบตเตอรี่เหลือ 0 นั้นไม่ดีนัก แต่การไม่ชาร์จพลังงานเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก เมื่อไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน คุณสามารถยืดอายุการใช้งานได้โดยการถอดแบตเตอรี่ออกมาเมื่อพลังงานภายใน เหลือร้อยละ 40 และเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ห้ามเก็บแบตเตอรี่ที่มีพลังงานเต็มไว้ในสถานที่ร้อนเกินไป

หลีกเลี่ยงความร้อนโน๊ต บุ๊คนั้นจะปล่อยความร้อนออกมา หากมันร้อนเกินไปมันจะปิดตัวเองลง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้คุณสามารถลงโปรแกรมเพื่อตรวจวัดระดับอุณหภูมิของคอมพิวเตอร์ไม่ให้ ร้อนจนเกินไป โดยตั้งโปแกรมการทำงานพัดลมอัตโนมัติเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ร้อนเกินไป และระวังอย่าวางไว้ในรถ และมั่นใจว่าคุณจะไม่วางมันไว้ในที่ที่ร้อนเกินไป
ระวังอย่าให้ช่องระบายอากาศถูกปิดกั้นโดย การไม่วางคอมพิวเตอร์ลงบนเตียงในที่ที่หมอนหรือผ้าห่มสามารถปิดกั้นช่องลม ระบายอากาศ คอมพิวเตอร์ก็สามารถหายใจลำบากได้หากถูกปิดช่องระบายลม หากพบว่าคอมพิวเตอร์ร้อนเกินไป ยกคอมพิวเตอร์ขึ้นให้ช่องระบายลมทำงานได้สะดวก ใช้พัดลมเป่าเครื่องคอมพิวเตอร์บ้าง นอกจากนี้ฝุ่นยังเป็นตัวการสำคัญที่จะปิดกั้นการระบายอากาศของเครื่อง ดังนั้นหมั่นทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ และช่องระบายลมเสมอๆ
ระวังจอ LCDชิ้น ส่วนที่แพงที่สุดของคอมพิวเตอร์ ระมัดระวังเมื่อทำความสะอาดหน้าจอ น้ำจากก๊อกน้ำจะทำให้เกิดรอยหยดน้ำเมื่อแห้ง เพราะฉะนั้นควรใช้น้ำกลั่นในการทำความสะอาดจออยู่เสมอ และห้ามใช้ตัวทำละลายหรือแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาด ที่สำคัญไม่ใช้ผ้าเช็ดแก้วน้ำหรือกระดาษทิชชู่ในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วน ทางที่ดีที่สุดคือการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่แห้งและสะอาด โดยทั่วๆ ไปแล้วก็พยายามอย่าจับบริเวณหน้าจอ อย่าให้เกิดรอยนิ้วมือ ซึ่งอาจกลายเป็นรอยถาวรหรืออาจทำให้เกิดจุดหรือเส้นต่างๆ บนจอได้

11. เว็บสำเร็จรูป คืออะไร

หลายๆ คนที่เคยได้ยินคำว่าเว็บสำเร็จรูป (Web template) คงสงสัยกันว่าเว็บสำเร็จรูปที่แท้จริงแล้วมันคืออะไร ตรงไหนที่เรียกว่าสำเร็จรูป ซื้อมาแล้วพร้อมใช้งานขายของได้เลยไหม แล้วหน้าตาเว็บสำเร็จรูป (Web template) จะแตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วไปอย่างไร...... วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกัน....

เว็บสำเร็จรูป (Web template) คืออะไร ความหมายโดยทั่วๆไปของ เว็บสำเร็จรูป คือ บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือ เว็บไซต์อัตโนมัติ ที่ง่ายและรวดเร็วทันใจ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้ ในการทำเว็บไซต์หรือสร้างเว็บไซต์นั้น ไม่ได้จบลงเพียงแค่การทำเว็บไซต์หรือสร้างเว็บไซต์เสร็จเท่านั้น อย่าลืมว่าเว็บไซต์ที่ดีคือเว็บไซต์ที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ ภารกิจยังไม่หมด ภารกิจต่อไปหลังจากที่สร้างเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว เป็นภารกิจที่สำคัญมากๆภารกิจหนึ่ง นั่นก็คือ การโปรโมทเว็บไซต์หรือ โฆษณาเว็บไซต์ ที่สร้างขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนทั่วไป ผู้คนเข้าถึงง่าย เว็บไซต์อยู่ในโลกมืดหรืออีกโลกหนึ่งที่เรียกกันว่าโลกออนไลน์นั่นเอง ถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาให้ผู้คนรู้จักและเข้าถึงได้ เว็บไซต์นั้นก็เป็บเว็บไซต์ร้างไปในที่สุด ถึงแม้จะใช้เงินลงทุนสร้างจำนวนมากมายก็ตาม ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการเว็บไซต์จำนวนมาก

ซึ่งประเภทการให้บริการเว็บไซต์นั้นมีสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.ประเภทรับจ้างเขียนโปรแกรมสร้างเว็บไซต์ ผู้รับจ้างต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี
2.ส่วน อีกประเภทหนึ่งที่กำลังมาแรงในปัจจุบันก็คือผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จ รูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติ ซึ่งมีผู้ให้บริการเว็บไซต์ประเภทนี้มากขึ้นเรื่อยๆทั้งส่วนบุคคลและบริษัท ในการเลือกใช้บริการเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงหลายๆด้าน ทั้งในส่วนผู้ให้บริการเองว่าเป็นมืออาชีพมากน้อยเพียงใด เพื่อความมั่นคงในระยะยาวแนะนำให้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคลที่ให้บริการมา นาน เพราะถ้าคัดเลือกผู้ให้บริการเว็บไซต์ผิดเท่ากับล้มเหลวไปล่วงหน้าส่วนหนึ่ง แล้ว

เว็บไซต์ในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ ดังนี้.

1. เว็บไซต์ที่เขียนขึ้นเองโดยใช้โปรแกรม html และโปรแกรมอื่นๆผสมผสานกัน ซึ่งเว็บไซต์ประเภทนี้ผู้เขียนต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการเขีนโปรแกรม พอสมควรจึงจะทำได้ ข้อดีกก็คือสามารถสร้างได้ตามความต้องการยืดหยุ่นสูง Template Template

2. เว็บไซต์สำเร็จรูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติ ซึ่งเป็นบริการเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ที่ต้อง การมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง แต่เขียนโปรแกรมสร้างไม่เป็น นักโปรแกรมเมอร์จึงได้สร้างรูปแบบที่สำเร็จรูปหรือโปรแกรมอัตโนมัติในการส ร้างเว็บไซต์วางไว้เรียบร้อยแล้ว เราเพียงวางข้อมูลลงบนแบบฟอร์มที่ต้องกรอกระบบก็จะทำงานให้โดยอัตโนมัติ ผู้กรอกข้อมูลไม่ต้องเขียนโปรแกรมให้ยุ่งยากลำบากใจ ทุกๆคนที่มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์บ้างเล็กน้อยก็สามารถทำได้แล้ว

โดยให้ความสำคัญกับ

1. รูปแบบเว็บไซต์ทำได้ง่ายไม่สลับซับซ้อน
2. รับข้อมูลสอดคล้องกับเสิร์ชเอนจิ้นได้ดี มีระบบรองรับการติดข้อมูล ใน Google เราคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกค้าเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด
3.รูปแบบของเว็บไซต์สำเร็จรูปต้องประยุกต์ได้ง่าย เน้นความสวยงาม ไม่ซ้ำ ไม่แข็งจนเกินไป

ข้อดีและข้อเด่นของบริการเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือ Web template
1 ) คุณไม่จำเป็นต้องมีความรอบรู้ในคอมพิวเตอร์มากมายก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย
2 ) ทำได้รวดเร็วดั่งใจ ภายในไม่กี่นาที
3 ) ไม่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนเหมือนกรณีทั่วๆไป
4 ) ทำได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ทั่วโลกตลอดเวลา 24 ชม. ไม่ต้องใช้โปรแกรม ftp ให้ยุ่งยากและวุ่นวาย
5 ) ทุกๆคนสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
6 ) ทำได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา ผู้ให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเว็บไซต์อัตโนมัติแบบมืออาชีพครบวงจร ได้ทุกๆอย่างในจุดเดียว ทั้งการสร้างเว็บไซต์ โปรโมทเว็บไซต์ ให้คำแนะนำและปรึกษา สอนความรู้ในธุรกิจออนไลน์ให้ บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปแบบครบวงจรในจุดเดียว

12. อยากมีเว็บไซต์ ดอทคอม กับเขา จะต้องทำอย่างไรบ้าง

"Domain Name คืออะไร ตอบง่าย ๆ ก็คือชื่อของเว็บไซต์ นั่นเอง เช่นที่นี่ ก็จะชื่อ http://www.thainuke.org เป็นต้น สำหรับท่านที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงาน นำออกมาแสดงโดยผ่านทาง อินเตอร์เน็ต ก็จะมีทางเลือกให้ 2 ทาง ทางแรกคือใช้ชื่อเว็บไซต์ ที่มีบริการแจกฟรีต่าง ๆ โดยที่จะใช้ชื่อเว็บไซต์ ที่อาจจะยาว ๆ สักหน่อย เช่น http://www.geocities.com/website หรือ http://website.myfreewebs.net เป็นต้น รายได้เสริมทำออนไลด์ผ่าน net 100% ไม่ชวน ไม่ขาย ก็ได้ 5 หมื่น บ/ด ขั้นต่ำ สมัครที่ www.abc.321.cn

อีก ทางเลือกหนึ่งก็คือการขอจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ของท่านเอง เช่น http://www.yourname.com ซึ่งปัจจุบัน ราคาค่าบริการ

ในปัจจุบันนี้ ชื่อของโดเมนเนม ที่เป็นที่นิยมจดทะเบียนกันมาก จะแบ่งออกเป็นหลายแบบดังนี้

.com .net และ .org เป็นนามสกุลของ domain name ที่นิยมกันและเป็นสากล
.ws .to .tv .cc .st และอื่น ๆ เป็นนามสกุลของ domain name บางประเทศ แต่นำมาเปิดให้คนทั่วไปจะทะเบียนได้
.co.th .in.th .ac.th .net.th และอื่น ๆ ที่ลงท้ายด้วย .th เป็นของประเทศไทยเรา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thnic.net ครับ
.biz .info .name และอื่น ๆ อีก 7 ชื่อ เป็นนามสกุลที่กำลังจะเปิดใหม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.icann.org ครับ


สรุป สิ่งจำเป็น ในการมีเว็บไซต์ ดอทคอม เป็นของตัวเอง


ชื่อ domain name ต่าง ๆ ที่ไปทำการจดทะเบียนไว้
พื้นที่วางเว็บเพจหรือ Host ซึ่งอาจจะใช้ของฟรี หรือเสียเงินเช่าก็ได้
จากนั้น ก็ทำการตั้งให้ชื่อ domain name กับ Host รู้จักกัน ก็ใช้งานได้แล้ว


ก่อน ที่จะทำการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ หาชื่อที่ต้องการจะจดก่อน แนะนำให้ไปค้นหาที่ http://www.whois.net เพราะว่ามีการค้นหาที่ง่ายและสะดวกในการเลือกชื่อของเราด้วย เมื่อได้ชื่อที่ต้องการแล้ว ต่อไปคือการวางแผนที่จะใช้ host สำหรับฝากวางเว็บเพจ ว่าจะไปเช่าที่ไหน หรือจะใช้ของฟรีที่มีให้บริการ ก็ลองติดสินใจในจุดนี้ก่อนว่าจะเลือกอย่างไร (หากเป็นเว็บที่ทำเล่น ๆ ก็ใช้ของฟรีก็ได้ครับ เช่น hypermart.net โดยจะมี banner แถมมานิดหน่อย แต่ก็ประหยัดเงินไปได้แยะ) สิ่งแรกที่ต้องการจาก host ก็คือ Name Server และ DNS ของ host นั้น ๆ เพราะว่าค่าของ Name Server และ DNS นี้จะต้องนำไปใช้เพื่อให้ชื่อ Domain Name ของเรานั้น สามารถใช้งานได้ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากเราเป็นเจ้าของ Domain Name แล้ว จะสามารถเปลี่ยนไปใช้ host ของที่อื่น ๆ เมื่อไรก็ได้ ตัวอย่างของ Name Server ของ hypermart.net ก็ดังนี้


Primary Server : ns1.yourhost.com IP = 206.253.222.65
Secondary Server : ns2.yourhost.com IP = 206.253.222.66

สิ่ง สำคัญ หลังจากที่ทำการจดทะเบียนชื่อ Domain Name เสร็จแล้วก็คือ ชื่อที่แสดงความเป็นเจ้าของ และชื่อของผู้ติดต่อ หรือทำการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Domain Name นั้น ๆ ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบดังนี้

1. Administrative Contact คือชื่อเจ้าของ Domain Name
2. Technical Contact ชื่อที่ใช้สำหรับการติดต่อทางด้านเทคนิค
3. Billing Contact ชื่อสำหรับการติดต่อในการออกบิล

ถ้า เป็นการจดทะเบียนเอง ทั้ง 3 ชื่อนี้จะเป็นของเราหมด แต่ถ้าหากจดโดยผ่านตัวแทนต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะใส่ชื่อ Technical Contact เป็นผู้จดทะเบียน หรือผู้ที่ทำหน้าที่จัดการต่าง ๆ ให้เรา อันนั้นก็คงจะไม่เป็นไรมาก แต่ที่สำคัญคือ ชื่อของ Administrative Contact ต้องเป็นชื่อเรานะครับ ถ้าจดผ่านคนอื่นก็ต้องดูให้ดี ๆ ด้วย เมื่อเตรียมทุกอย่างได้พร้อมแล้ว ก็เริ่มต้นการจดทะเบียนได้ หากใครคิดที่จะทำการจดผ่านตัวแทนในประเทศไทย ก็คงจะง่าย เพราะว่าให้เขาจัดการทั้งหมดให้เราได้เลย และส่วนใหญ่ก็ราคาจะถูกกว่าด้วย


ถ้า หากท่านใดต้องการดูตัวอย่าง วิธีการจดทะเบียนกับที่ต่าง ๆ ลองหาดูจากหัวข้ออื่น ๆ ในเรื่อง เทคนิคการสร้างเว็บไซต์ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เลยครับ


Link สำหรับการจดทะเบียนชื่อ Domain Name ต่าง ๆ

http://www.netdesignhost.com
http://www.networksolutions.com
http://www.register.com
http://www.dotster.com
http://www.godaddy.com
http://www.checkdomain.com
http://www.directnic.com
http://www.internic.net
http://d-n-s.com/it8.html
http://www.whois.net
http://www.siamdomain.com
http://domainatcost.com *ของไทย 600.- บาท/ปี

Link สำหรับให้บริการ Free Hosting ต่าง ๆ ที่ใช้ชื่อ domain name ได้

http://www.domaindlx.com 15MB. ASP
http://www.freeservers.com 20MB.
http://www.freewebsites.com 50MB.
http://www.webhostme.com 20MB. ASP
http://www.virtualave.net 50MB. CGI (ต้องใช้บัตรเครดิต)
http://www.hypermart.net 50MB. CGI (ต้องใช้บัตรเครดิต)
http://www.netfirms.com 25MB. CGI

Link สำหรับให้บริการเช่า Hosting แบบเสียเงิน (บางที่ก็รับจดชื่อด้วย)

http://www.netdesignhost.com
http://www.hostdozy.com
http://www.supersavehost.com
http://www.thaihosty.com
http://www.thaihomepages.com
http://www.siaminet.com
http://www.108web.com/thai
http://www.cyberhost-th.com
http://www.numberonehosting.com
http://www.thaizone.net
http://www.ztwice.com
http://www.thaiserver.com
http://www.netcreatic.com

13. รวมคีย์ลัด emotion facebook

Update สำหรับคนที่ยังไม่รู้ ตอนนี้ผู้ใช้ Facebook สามารถใช้ emotion เวลาคอมเม้นท์ใน Facebook ได้แล้วนะครับ วันนี้สนุก! กูรู เลยนำ คีย์ลัด emotion facebook มาฝากกัน มาลองดูกันดีกว่าว่าจะมี Emo อะไรให้เราได้ใช้บ้าง ลองใช้แล้วอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยนะครับ ^_^


คีย์ลัด emoticon facebook

































อีกอันหนึ่งคำอธิบายเป็นภาษาไทย นำมาฝากจาก fanpage zoneitzeed ครับ

emotion facebook
































14. อะไรคือ AWS เกี่ยวข้องกับเหตุ Instagram ล่มอย่างไร

AWS คืออะไร และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ Instagram ล่มอย่างไร วันนี้สนุก! กูรูจ ะพาไปหาคำตอบครับ

แม้ว่าแอปแชร์ภาพยอดนิยมอย่าง "อินสตาแกรม (Instagram)" จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติหลังจากล่มไปช่วงคืนวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2555 (ตรงกับเช้าวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน2555 ในประเทศไทย) แต่อาจมีบางคนที่สงสัยว่า ทำไมพายุลมแรงและคลื่นความร้อนที่ตอนเหนือของเวอร์จิเนียในสหรัฐฯ จึงทำให้คุณไม่สามารถใช้บริการอินสตาแกรมที่มีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก ได้
      
เหตุผลที่ทำให้พายุตามแนวชายฝั่งตะวันออกหรือ East Coast ของสหรัฐฯ มีผลทำให้สาวกอินสตาแกรมไม่สามารถแชร์ภาพผ่านแอปได้ตามปกติคือการใช้บริการโฮสต์ของ"อเมซอน (Amazon)" ซึ่งจะดูแลการรับส่ง Traffic และข้อมูลเมื่อมีการเรียกใช้งานแอปพลิเคชัน
      
บริการโฮสต์ของอเมซอนนั้นเป็นบริการคลาวด์คอมพิวติงสำหรับองค์กรซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Amazon Web Services (AWS) บริการนี้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทออนไลน์กว่า 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งหรือ startup และบริษัทที่มีชื่อเสียงแล้วหลายร้อยบริษัท ในจำนวนนั้นมี Pinterest, Netflix และ Heroku รวมถึงอินสตาแกรมรวมอยู่ด้วย
      
วันนี้ AWS ถูกยอมรับว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม Web Hosting มีสำนักงานปฏิบัติการทั้งในโอเรกอน, แคลิฟอร์เนียตอนเหนือ รวมถึงเวอร์จิเนียตอนเหนือ โดยศูนย์ปฏิบัติการสาขาในเวอร์จิเนียนี้เองที่ได้รับผลกระทบจากพายุรุนแรง ที่เกิดขึ้น      
พายุรุนแรง 146 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ราย ต้นไม้ใหญ่ถูกลมพัดล้มทับบ้านเรือนและรถยนต์ชาวอเมริกัน ขณะที่บ้านเรือนมากกว่า 3 ล้านหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ชั่วคราว โดยภาวะอินสตาแกรมล่มนั้นเป็นกระแสในโลกทวิตเตอร์นานหลยชั่วโมง ขณะที่ Pinterest และ Netflix นั้นสามารถกู้สถานการณ์ได้ในช่วงเช้าวันเสาร์ตามเวลาในสหรัฐฯ
      
แม้ระบบคลาวด์จะ ถูกมองว่าเป็นหนทางสุดวิเศษของธุรกิจไอทีที่ต้องการให้บริการออนไลน์ เพราะเป็นกลุ่มเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ที่ยืดขยายหรือหดตัวตามความต้องการได้ เหมือนก้อนเมฆ แต่การล่มของอินสตาแกรมรวมถึงบริการไอที ต่างๆจากเหตุครั้งนี้สะท้อนว่า การใช้บริการคลาวด์คอมพิวติงขั้นพื้นฐานนั้นมีความเสี่ยง ซึ่งอาจจะเป็นเทรนด์ของธุรกิจนับจากนี้ ที่ต้องสรรหาบริการคลาวด์คอมพิวติงอื่นๆมาเสริมเพิ่มเติม

จุดเริ่มต้นของบริการ AWS
      
อเมซอนเริ่มให้บริการ AWS ตั้งแต่ปี 2006 เปิดให้หลายธุรกิจเช่าพื้นที่ให้บริการแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ องค์กรธุรกิจสามารถเช่าพื้นที่กับอเมซอนเพื่อสำรองและเก็บข้อมูลที่สำคัญ โดยทุกบริษัทสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากทุกที่ทุก เวลา ความยืดหยุ่นและความประหยัดทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องลงทุนมหาศาล ซึ่งเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องคิดใหม่
      
บริการ AWS ของอเมซอนนั้นเปิดให้ธุรกิจเลือกได้ว่าจะรับคุณสมบัติ Elastic Load Balancing ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพคเกจ Elastic Compute Cloud (EC2) หรือไม่ ผู้ที่เลือกรับบริการนี้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มจึงจะสามารถสำรองข้อมูลได้ 2 พื้นที่ ซึ่งหากศูนย์ปฏิบัติการพื้นที่ใดไม่สามารถทำงานได้ ข้อมูลอีกชุดในอีกศูนย์ปฏิบัติการจะถูกโหลดขึ้นมาทำงานแทนแบบอัตโนมัติ
แน่นอนว่าอินสตาแกรมนั้นไม่ได้ใช้บริการ Elastic Load Balancing ซึ่งทำให้ต้องรอการกู้ของศูนย์ AWS ที่นอร์ทเทิร์นเวอร์จิเนียเพียงแห่งเดียว บริการของอินสตาแกรมจึงได้รับผลกระทบมากอย่างที่เห็น
      
"ไม่แน่ นี่อาจเป็นกรณีศึกษาชั้นยอดที่จะทำให้อุตสาหกรรมคลาวด์คอมพิวติงสำหรับองค์กรมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดก็เป็นได้"

           
อะไรคือ AWS เกี่ยวข้องกับเหตุ Instagram ล่มอย่างไร                               ธุรกิจที่ใช้บริการ AWS บางส่วน

15. เว็บไซต์แรกของโลกคือเว็บอะไร

ทุกวันนี้เว็บไซต์ใน Internet มีมากมายมหาศาล ทั้งเว็บเล็ก เว็บใหญ่ เว็บดัง แต่ทราบไหมครับว่า เว็บไซต์แรกที่กำเนิดขึ้นบนโลกของเราคือเว็บอะไร และสร้างโดยใคร วันนี้ผมจะมาเฉลยให้ทุกคนไทยทราบกัน

เว็บไซต์แรกของโลก คือเว็บ http://info.cern.ch เปิดตัวครั้งแรกบนโลกไซเบอร์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2534 สร้างโดย เซอร์ทิโมที จอห์น เบอร์เนิร์ส-ลี (Sir Timothy John Berners-Lee, OM, KBE, FRS, FREng, FRSA)หรือที่เรารู้จักในนาม ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ผู้คิดและพัฒนาระบบ เวิลด์ไวด์เว็บ (WorldWideWeb) เป็นคนแรกของโลก!!

ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของนายคอนเวย์ เบอร์เนิร์ส-ลี และนางแมรี ลี วูดส์ ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นนักคณิตศาสตร์ ผู้อยู่ในทีมสร้างคอมพิวเตอร์ "แมนเชสเตอร์ มาร์ก 1" คอมพิวเตอร์ยุคแรกของโลก

ระหว่างเดือน มิถุนายน-ธันวาคม พ.ศ. 2523 เป็นช่วงที่ ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ได้ทำงานเป็น Freeland อยู่ที่เซิร์น (Cern) ได้เสนอโครงการ ข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกัน และมีการเริ่มสร้างระบบต้นแบบไว้แล้ว โดยใช้ชื่อว่า ENQUIRE

เมื่อ ถึง พ.ศ. 2532 เซิร์นได้กลายเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเบอร์เนิร์ส-ลีได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ "ข้อความหลายมิติ" ผนวกเข้ากับอินเทอร์เน็ต เบอร์เนิร์ส-ลีเขียนไว้ในข้อเสนอโครงการของเขาว่า "...ผมเพียงเอาความคิดเรื่องข้อความหลายมิตินี้เชื่อมต่อเข้ากับความคิด "ทีซีพี" และ "DNS" เท่านี้ก็จะได้ "เวิลด์ไวด์เว็บ.." เบอร์เนิร์ส-ลีร่างข้อเสนอของเขาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 และในปี พ.ศ. 2533 ด้วยความช่วยเหลือของโรเบิร์ต ไคลิยู ช่วยปรับร่างโครงการให้ ไมค์ เซนดอลล์ผู้จัดการของเบอร์เนิร์ส-ลีจึงรับข้อเสนอของเขา ในข้อเสนอนี้ เบอร์เนิร์ส-ลีได้ใช้ความคิดเดียวกับระบบเอ็นไควร์มาใช้สร้างเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งเขาได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์และเอดิเตอร์ตัวแรก (เรียกว่า WorldWideWeb และพัฒนาด้วย NEXTSTEP)และเว็บเซิร์บเวอร์ขึ้น เรียกว่า httpd (ย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon)

เว็บไซต์แรกสร้างขึ้นที่เซิร์น นำขึ้นออนไลน์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ให้คำอธิบายว่าเวิลด์ไวด์เว็บคืออะไร การที่จะเป็นเจ้าของเบราว์เซอร์ทำได้อย่างไรและจะติดตั้งเว็บเซิร์บเวอร์ได้ อย่างไร นอกจากนี้ยังนับเป็นเว็บไดเร็กทอรี่อันแรกของโลกด้วยเนื่องจากเบอร์ เนิร์ส-ลีดูแลรายชื่อของเว็บไซต์อื่นๆ ทั้งหมด นอกจากของตนเองด้วย

เบอร์ เนิร์ส-ลีเปิดเผยให้ความคิดแก่ทุกคนและทุกองค์กร โดยไม่คิดมูลค่า เขาไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย รวมทั้งไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอื่นใดจากใคร นอกจากเงินเดือนปกติ ดังนั้น กลุ่มบริษัทเวิลด์ไวด์เว็บจึงตัดสินใจไม่คิดมูลค่าใดๆ จากการนำมาตรฐานของกลุ่มบริษัทไปใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกันได้บนพื้นฐานทาง เทคโนโลยี ไม่ใช่พื้นฐานค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง

ในพ.ศ. 2548 ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ได้รับยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของศตวรรตที่ 20 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2550 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้าจากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซา เบท เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งคนที่ได้รับและยังมีชีวิตอยู่มีเพียง 24 คนเท่านั้น

ในปัจจุบัน เว็บไซต์ http://info.cern.ch  ยังสามารถใช้งานได้อยู่ โดยภายในเว็บจะแสดงเนื้อหาบอกเล่าความเป็นมาของการเกิดเว็บไซต์แห่งแรกของ โลกขึ้น


16. เทคโนโลยี Semantic Web

ผู้ใช้ และ ผู้พัฒนา Web site หลายๆ คนคงเริ่มคุ้นหูกับคำว่า Semantic Web หรือ Semantic  Technology กันบ้างแล้ว  แต่ยังคงมีอีกหลายคนที่ไม่คุ้นหู  ไม่รู้จัก  และไม่เข้าใจ ว่า Semantic คืออะไร  และมีบทบาทเกี่ยวของกับ Web Technology ได้อย่างไร   ถ้าอย่างนั้น  เราจะมาลองทำความรู้จัก Semantic Web คร่าวๆ กัน

 


Semantic Web คืออะไร
            ลักษณะ ที่เรียกว่า Semantic Web คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการ จัดเก็บ และ นำเสนอเนื้อหาแบบมีโครงสร้าง รวมถึง สามารถที่จะ วิเคราะห์ จำแนก หรือจัดแบ่งได้ว่า ข้อมูลที่ปรากฏนั้น มีความสัมพันธ์ กับข้อมูลอื่นๆในแต่ละระดับ อย่างไร กล่าวคือ เป็นการจัดเก็บและนำเสนอ แบบมี Hierarchy นั่นเอง  
            ประเด็นหลักที่ทำให้เกิดการพัฒนา Semantic Web ก็คือ สาเหตุ จากการที่ Web ในปัจจุบันที่บางคนเรียกว่า เป็น Syntactic หรือ Hypermedia Web มีปัญหาในเรื่องของ Information overload  เพราะว่าข้อมูลที่เราสืบค้นมาได้นั้น ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และ ไม่สะดวกในการที่จะนำไปใช้ต่อ เพราะการค้นหา ด้วย Keyword  ทั่วๆไป Machines ไม่สามารถทำความเข้าใจ และ ประมวลความหมาย หรือความสัมพันธ์ของคำนั้นๆได้อย่างตรงประเด็น ผลของการสืบค้นที่ได้กลับมา จึงเป็นการ Return ทุกๆเรื่องที่มีคำๆนั้น และสร้าง Hyperlink เพื่อให้เราเชื่อมโยงไปยังข้อมูล โดย เราไม่รู้ว่า นั่นคือคำที่อยู่ในเรื่องซึ่งเราต้องการหรือไม่
            แนวทางของ Semantic Web ที่ช่วยแก้ ปัญหาดังกล่าว ก็คือ  Semantic Web มีการ Provide Common framework ซึ่งทำให้ข้อมูล สามารถ share และ reused ข้าม Application หรือ Community ที่มีการระบุขอบเขต ได้ โดยที่ Machines สามารถเข้าใจองค์ประกอบของข้อมูลซึ่งมีการแนบ Domain theory (เช่น รูปแบบของการอ้างอิง Class แม่ ของข้อมูล)  รูปแบบนี้ เราอาจเรียกว่าเป็น Ontology  ซึ่งสามารถบอกระดับความสัมพันธ์ของข้อมูลได้
 

17. Google Doodles คืออะไร

doodle คือการเปลี่ยนโลโก้ของ Google ที่สนุก ตื่นเต้น และบางครั้งก็ทำโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนเพื่อเฉลิมฉลองวันหยุด วันคล้ายวันเกิด และชีวิตของศิลปิน นักบุกเบิก และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย

ความคิดเกี่ยวกับ doodle มีที่มาอย่างไร
     ในปี 1998 ก่อนที่บริษัทจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก แนวคิดในเรื่อง doodle เกิดขึ้นเมื่อผู้ก่อตั้ง Google แลร์รี่และเซอร์เกย์ เล่นสนุกกับโลโก้ขององค์กร เพื่อแจ้งข่าวว่าเขาทั้งสองได้เข้าร่วมในเทศกาล Burning Man ที่ทะเลทรายเนวาดา พวกเขาใส่ภาพวาดรูปแท่งไม้หลัง "o" ตัวที่สองในคำว่า Google และตั้งใจให้โลโก้นี้เป็นข้อความเชิงตลกขบขันที่บอกผู้ใช้ Google ว่าในขณะนั้นผู้ก่อตั้ง "ไม่อยู่ในออฟฟิศ" แม้ doodle ภาพแรกจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่แนวคิดในเรื่องการปรับแต่งโลโก้ของบริษัทเพื่อร่วมฉลองเหตุการณ์สำคัญๆ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

     สองปีต่อมา (ปี 2000) แลร์รี่และเซอร์เกย์ได้ขอให้เดนนิส ฮวาง ผู้ดูแลเว็บคนปัจจุบัน โดยในเวลานั้นยังเป็นนักศึกษาฝึกงาน ช่วยออกแบบ doodle สำหรับวันชาติฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากผู้ใช้ของเรา จนกระทั่งเดนนิสได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมนักออกแบบ doodle ของ Google จากนั้น doodle ก็เริ่มปรากฏโฉมบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ ในหน้าแรกของ Google ในช่วงแรก doodle มักจะถูกใช้เพื่อร่วมฉลองเทศกาลวันหยุดที่เป็นที่รู้จักกันดี แต่ทุกวันนี้ doodle เน้นเหตุการณ์และวันครบรอบต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น นับตั้งแต่วันคล้ายวันเกิดของจอห์น เจมส์ อูดูบอง ไปจนถึงไอศกรีมซันเดย์

     เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกต่างให้ความสนใจ doodle มากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้การสร้าง doodle เป็นความรับผิดชอบของทีมงานนักออกแบบภาพที่มีพรสวรรค์ (เราเรียกพวกเขาว่า doodler) และวิศวกร สำหรับพวกเขา การสร้าง doodle ได้กลายเป็นความพยายามของกลุ่มที่จะทำให้หน้าแรกของ Google มีชีวิตชีวาและสร้างรอยยิ้มแก่ผู้ใช้ Google ทั่วโลก

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา Google ได้สร้าง doodle มาแล้วกี่ภาพ
     ทีมงานของเราได้สร้าง doodle กว่า 1,000 ภาพแล้วสำหรับหน้าแรกของเราในทั่วโลก

ใครเป็นคนเลือกว่าจะออกแบบ doodle อะไร และคุณมีวิธีตัดสินใจอย่างไรว่าเหตุการณ์ใดควรจะมี doodle
      ชาว Google กลุ่มหนึ่งประชุมร่วมกันเป็นประจำเพื่อระดมความคิดว่าเหตุการณ์ใดบ้างที่ doodle จะร่วมฉลองด้วย แนวคิดสำหรับ doodle ได้จากแหล่งข้อมูลมากมาย รวมทั้งจากชาว Google และผู้ใช้ Google เอง ขั้นตอนการคัดเลือก doodle นั้นตั้งเป้าหมายไว้ที่การร่วมฉลองเหตุการณ์และวันครบรอบที่น่าสนใจต่างๆ โดยสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพ และความรักที่มีต่อนวัตกรรมของ Google ใครเป็นผู้ออกแบบ doodle
      เรามีทีมงานนักออกแบบภาพ (เราเรียกพวกเขาว่า doodler) และวิศวกรที่อยู่เบื้องหลัง ทุกๆ doodle ทั้งหมดที่คุณเห็น

ผู้ใช้ Google/คนทั่วไปจะส่งไอเดียเกี่ยวกับ doodle ได้อย่างไร
      ทีมงาน doodle ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้รับฟังแนวคิดจากผู้ใช้ โดยคุณสามารถส่งอีเมลมาได้ที่ proposals@google.com พร้อมทั้งบอกแนวคิดสำหรับ doodle ต่อไปของ Google เนื่องจากทีมงานได้รับคำขอจำนวนหลายร้อยฉบับทุกวัน เราจึงไม่สามารถตอบกลับทุกๆ คนได้ แต่วางใจได้ว่าเราอ่านเมลทุกฉบับแน่นอน

      ถ้าใครอยากชม Google Doodles ที่ผ่านๆมา ดูได้ที่นี่ http://www.google.com/logos Google รวมไว้ให้แล้วตามแต่ละเดือน แต่ละปี

18. สัญลักษณ์ @ มีที่มาอย่างไร

    เรย์ ทอมลินสัน วิศวกรคอมพิวเตอร์ ได้รับการบันทึกว่า เป็นบุคคลแรกที่นำ @ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออีเมล์ ในปี 1971 เพียงเพราะเขาต้องการหาสัญลักษณ์บางอย่างบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่ใจว่าจะไม่มีปรากฏในชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง
        โดยหลังจากนั้นมา การใช้ @ (arroba)ในชื่ออีเมล์เพื่อบอกสังกัดอีเมล์ของผู้ใช้ก็กลายเป็นธรรมเนียม ปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
        หากจะถามถึงที่มาของ @ ก่อนที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอีเมล์นั้น ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า ใครเป็นคนแรกที่นำมาใช้ เนื่องจากมีหลากหลายทฤษฎีอธิบายเอาไว้แตกต่างกันออกไป
        ทฤษฎีแรกนั้นสันนิษฐานว่า @ ปรากฏให้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในยุคกลางของยุโรป ซึ่งในสมัยนั้นคนยุโรปจะชอบเขียนตัวหนังสือแบบลากหางของตัวอักษรขึ้นหรือลง ยาวๆ ซึ่งตัว @ มาจาก a นั่นเอง
        ขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไประบุว่า @ มาจากคำว่า 'ad' ซึ่งเป็นคำบุพบทในภาษาลาติน หมายถึง "ที่" ในทำนองเดียวกัน ก็มีอีกแนวคิดที่คล้ายๆ กันอธิบายว่า @ เป็นตัวย่อของ 'ana' (ava) คำบุพบทในภาษากรีก ซึ่งมีหมายความว่า ในอัตรา (ตามด้วยคำบอกจำนวน) โดยมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในเชิงการพาณิชย์
        จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ของ จิออร์จิโอ สตาบิล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากโรม มีการเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับที่มาของ @ โดยเขาอ้างว่า สัญลักษณ์ดังกล่าว เคยมีร่องรอยปรากฏให้เห็นตั้งแต่สมัยเรอเนสซองซ์ของอิตาลี ในเอกสารการค้าแห่งเวนิส ซึ่งลงนามโดย ฟรานเซสโก ลาปี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1536 เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายไวน์ โดย @ ที่ปรากฏในเอกสารนี้มีความหมายว่า โถ หรือ เหยือก ซึ่งใช้เป็นภาชนะบรรจุไวน์ในสมัยนั้น อาทิเช่น @ of wine หมายถึง ไวน์ 1 เหยือก เป็นต้น
        สัญลักษณ์ @ ที่พบว่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในตะวันตก มีที่มาจาก à ซึ่งเป็นบุพบทในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง "ที่" ทว่าเมื่อนำมาใช้ในเชิงการค้าจะหมายถึง "ราคาชิ้นละ" ตัวอย่างเช่น 2 books@ 10 F. หมายถึง หนังสือ 2 เล่ม ราคาเล่มละ 10 บาท เป็นต้น
        ทั้งนี้ ถึงแม้จะมีหลากหลายทฤษฎีที่อธิบายที่มาที่ไปของการใช้ @ มาตั้งแต่อดีตแล้ว แต่การใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเพิ่งจะได้รับความนิยมสุดๆ ในแวดวงคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันนี่เอง

19. ความหมาย robots.txt

การกำหนดวิธีที่ป้องกันไม่ให้ spider หรือ bot เข้ามาเก็บหน้าเว็บเพจต้องห้ามของเรา Spider หรือ Bot เป็นโปรแกรมของ Search Engine ที่ทำตัวเป็นนักค้นหาและท่องเว็บจากนั้นจะทำการบอกให้ ระบบ Search Engine Database ว่าควรเก็บหน้าเว็บเพจนั้นไว้หรือไม่
robots.txt เป็น fileที่บอก Search engine ว่า ” ไม่ต้องมาเก็บเว็บไซต์ของฉัน หรือหน้าเว็บบางหน้า หรือไฟล์บางไฟล์ โรบอต (Robot) เป็นโปรแกรมเก็บข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางครั้ง เรียกว่าสไปเดอร์ (Spider) หรือ ครอว์เลอร์(Crawler) จะทําหน้าที่รวบรวมไฟล์ HTML
เพื่อมา เป็นข้อมูล สําหรับสร้างดัชนีค้นหา ให้กับ เสิร์จเอ็นจิน (Search Engine) โดยทั่วไปแล้ว โรบอตจะกลับมาที่เว็บไซต์ที่อ่านไปแล้ว เพื่อตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลง ตามระยะเวลาที่กําหนด
ดังนั้นเราต้องสร้างไฟล์ robots.txt ขึ้นมา เพื่อกำหนดว่าจะให้ Robot เข้าไปยังโฟลเดอร์ไหนได้บ้าง เราสามารถกำหนดได้ ข้อดีของมันคือ ยกตัวอย่างเช่น คุณมีไฟล์รูป xxx แล้วดันไปอัพในโฟลเดอร์ xxx/test.jpeg หากคุณไม่ซ่อน Robot ไว้รับรองได้เป็นดาราในเนตแน่นอนครับ ดังนั้นเราต้องมีอะไรที่ไม่ให้บอทมันวิ่งมาเก็บไฟล์ในโฟลเดอร์นี้เป็นต้น หากถามว่าทำไมต้องอัพ xxx ขึ้นไป อันนี้ผมยกตัวอย่าง อิอิ(อย่าอยากรู้นักเลยนะ เหอะๆ)
robots.txt จะต้องนำมาวางไว้ที่ Root Directory (ไดเรกเทอรี่เริ่มต้นของเวบไซค์)
ตัวอย่างไฟล์ robots.txt
# Robots Fixed
# Design For Gootum
# http://www.Gootum.com
# Contact  hackicq@hotmail.com
User-agent: *
Disallow: /xxx/
Disallow: /pic/
Disallow: /images/
ความหมาย และคําอธิบาย
# Robots Fixed
# Design For Gootum
# http://www.Gootum.com
# Contact hackicq@hotmail.com
ปิดกั้นด้วย # เป็นคําอธิบาย (comment) เพื่อให้ Spider ไม่สนใจข้อความในบรรทัดนี้
จากตัวอย่างคือไม่ให้ Robot เข้าไปเก็บข้อมูลที่โฟลเดอร์
/xxx/
/pic/
/images/
User-agent : webcrawler
Disallow :
อนุญาตให้ webcrawler ทําดัชนีได้โดยไม่มีข้อกําหนด
User-agent : lycra
Disallow : /
ไม่อนุญาตให้ lycra ทําดัชนีที่ Server นี้ โดยปิดกั้นด้วย /
User-agent: *
Disallow:

20. ความแตกต่างระหว่าง http:// กับ https://

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ http vs https ที่เราเห็นบ่อยๆ แต่ไม่รู้ความแตกต่างว่า ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า "Secure" หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต

เวลาเราท่อง website และอาจต้องทำธุรกรรมบางอย่าง  เช่น ซื้อของ ใส่รหัสบัตรเครดิต อะไรทำนองนี้
ต้องระวัง ง่ายๆ โดยดูว่า website ที่เราจะทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปนั้นเป็น http:// หรือ https://
 
https:// ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า "Secure" หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม
เช่น บัตรเครดิต ใน website ที่เป็น https
 
แต่ถ้าเราจะไปซื้อของ หรือ กรอกข้อมูลบัตรเครดิต ผ่านทาง website ที่เป็น http ไม่มี S ต่อท้าย ก็เตรียมตัว
โดนแฮกข้อมูลส่วนตัวได้เลย  เพราะมันไม่ secure 

21. ความหมาย Keyword

ความหมาย Keyword
Keyword (คีย์เวิร์ด) ความหมาย Keyword ในภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต คือ คำหรือข้อความที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์ลงไปเพื่อใช้ ในการค้นหาเว็บไซต์ หรือข้อมูลต่างๆ นั่นเอง
ความหมายของ Keyword คีย์เวิร์ด นั้นจะเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายรูป ลักษณะของเอกสารนั้น เช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อ หัวเรื่อง รายละเอียดอย่างย่อของเอกสาร เพื่อความสะดวก และความรวดเร็ว ในการสืบค้น เอกสารในข้อมูลระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเว็บเพจ ที่อยู่ในฐานข้อมูลของเสิร์ชเอนจิ้น หรือการสืบค้นเอกสารต่างๆ ในระบบของห้องสมุด เป็นต้น ดังนั้น Keyword คีย์เวิร์ดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่ง Keyword นี้จะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของหน้าเว็บเพจหรือเรื่องนั้นๆ
เทคนิคของการสร้าง Keyword
การที่เราจะเพิ่มบทความขึ้นมาแต่ล่ะบทความนั้น สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึงในแง่ SEO หรือ SEM คือ Keyword
1.สร้างบทความขึ้นมาเพื่ออะไร (ถ้าเป็นผมจะตอบว่าเพื่อบันทึกความจำที่ได้ทำขึ้นมา)
2.บทความนี้ Keyword อะไร (Keyword)
3.กลุ่มเป้าหมายคือใคร (ทั่วไปหรือคนที่หลงเข้ามา นั่นก็คือคุณนั้นเอง)
4.อื่นๆ (หลายๆส่วนประกอบกัน)
สร้างบทความขึ้นมา 1 บทความต้องติด Google หรือ Search ให้มาที่สุดของ Keyword นั้นๆเช่นบทความที่ผมสร้างขึ้นมานี้นั้นคำว่า Keyword ดังนั้นค่า Keyword Density ของหน้านี้ต้องมี 5-15% นะครับทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับคำว่า Keyword แต่ว่าต้องสื่อให้เข้าใจด้วยนะครับไม่ใช่ว่าจะอัดคำ Keyword เข้าไปจนอ่านแล้วจับใจความไม่ได้
ประเภทของ Keyword
Keyword นั้นแบ่งออกได้หลายประเภทซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเค้าจำกัดไว้กี่ประเภทที่ถูกหลัก แต่จะเอาประเภทของ Keyword ที่ได้ยินบ่อยๆมาเล่าให้ฟังแล้วกันครับ
Niche Keyword คือ keyword ที่มีการเจาะจงจำเพาะในตัวสินค้าหรือเอกสารนั้นๆ keyword จะเป็นกลุ่มคำยาว เช่น Nintendo DS Lite เป็นต้น
Widely Keyword คือ keyword ที่มีความหมายกว้างๆและมักมีปริมาณการค้นหามากมีคู่แข่งมาก เช่น ipod, Nintendo, Blogเป็นต้น
Mass Keywords คือ keyword จำนวนมากที่เกี่ยวข้องในตลาดเดียวกันหรือสินค้าตัวเดียวกันซึ่งสอดคล้องกัน ในลักษณะชื่อที่คล้ายๆกัน เช่น Nintendo DS, NintendoWii,Nintendo DSroms, NintendoWii game ประมาณนี้
Misspelling Keyword คือ Keyword ที่มีการสะกดคำผิดหรือเขียนผิดประมาณว่าให้ชื่อมันค้ลายๆกับชื่อที่ถูกต้อง อาจจะเติม s หรือเติมตัวอักษรเพิ่มเติมเข้ามาเช่นNintendos, Ipods, NNintendo, IIpodเป็นต้น

22. ขั้นตอนการทำ SEO - Search Engine Optimization

ขั้นตอนการทำ SEO ที่ผมใช้ในการทำ SEO มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้
ข้อ 1.
Analysis
- Website Review & Competition Analysis
- Reporting Rankings
- Keyword Identification
- Business review & update
Setup SEO
- On-Page Optimization
Manual Submission
- Link Building
- Sitemap
SEO Maintenance
- Analysis and Tweaking
- Campaign Tracking
- Comprehensive Reporting
ข้อ. 2
ระยะเวลาในการทำนั้นผมจะแบ่งเวลาเว็บนึงตามขั้นตอนที่กล่าวมาประมาณ Analysis 7วัน Setup SEO 5 วัน เป็นต้นแล้วแต่ล่ะคนจะตั้งนะครับ(ที่จริงทำวันเดียวมันก็เสร็จครับ แต่ผมแนะนำให้คุณให้เวลามันแต่ล่ะขั้นตอนครับ)ส่วน SEO Maintenance ก็จะดูตั้งแต่หลังการ setup ปรับแต่งเว็บครับ ระยะเวลาประมาณ 30 วัน หากไม่ติดรึว่าไม่เวิร์คค่อยวนลูปมานั่งปรับใหม่ตามขั้นตอนที่กล่าวมา
ข้อ. 3
เทคนิคที่ผมใช้เยอะมากๆทั้งหมวกขาว-เทา-ดำ แต่ส่วนมากผมเน้นสลับเวลาสลับช่วงเหมือนจีบ ญ ครับ รู้ใจ gg ก็จะอ่านออกว่าช่วงนี้พี่เค้าต้องการอะไร ช่วงนี้อารมเป็นแบบไหนเราก็ปรับแผนและวิธีต่างๆเข้าหาครับ แต่ที่ผมใช้เทคนิคทุกวันที่ผมทำไม่ขาด คือ คลิ้ก
หวังว่าทั้งหมดผู้อ่านคงจะได้อะไรไปบ้างจากที่เคยทำแบบไม่มีขั้นตอนก็อาจ จะมีสเต็ปการทำที่ถูกต้องขึ้นมาบ้าง แต่ท่านใดที่มีขั้นตอนการทำงานของตัวเองอยู่แล้ว โพสแชร์กันบ้างนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ..

23. Virtual Office และ Teleworking บนอินเทอร์เน็ต

Virtual Office  คืออะไร
          Virtual Office คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการในพื้นที่ซึ่งอยู่ ห่างไกลออกไป หรือแม้แต่ในต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานไปตั้งอยู่ ณ ที่นั้นจริง ๆ Virtual Office อาจเป็นเพียงเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวที่อยู่กับอินเทอร์เน็ต หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่บนเว็บเซอร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ได้
          ค่าใช้จ่ายสำหรับ Virtual Office อาจเป็นเงินจำนวนเพียงแค่ไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันบาทต่อเดือน ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก เหมาะกับการลงทุนในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นอย่างยิ่งและด้วยข้อดีของอิน เทอร์เน็ตที่ไม่เคยหลับและมีขอบข่ายครอบคลุมทั่วทั้งโลก ยังช่วยให้ Virtual Office ของคุณเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในขณะที่คุณหลับ อีกทั้งยังสามารถทำธุรกิจในระดับนานาชาติได้อีกด้วย
          อย่างไรก็ดี Virtual Office ไม่ได้มีความหมายครอบคลุมเพียงแค่สำนักงานขนาดเล็ก (Small Office-Home Office, SO-HO) เท่านั้นแต่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีสำนักงานจริงอยู่แล้วก็สามารถมี Virtual Office แทนสำนักงานสาขาจริง ๆ ได้ โดยอาศัย Teleworking

24. กลยุทธ์การทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชให้ประสบผลสำเร็จ

ทำไมถึงมีคนเพียงไม่ถึง 10% ที่ทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์หรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชประสบความสำเร็จ ในขณะที่อีกกว่า 90% กลับ ล้มเหลว เหตุผลข้อนี้คนที่ทำอีคอมเมิร์ชประสบความสำเร็จเท่านั้นที่สามารถตอบได้ อย่างตรงจุด ส่วนมากจะทำเว็บไซต์ตามกระแสความนิยม เห็นคนอื่นเขาทำแล้วประสบผลสำเร็จขายได้ขายดีก็อยากจะทำบ้าง

แต่ พอลงมือทำมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ขายของบนดินก็ขายยากอยู่แล้ว นับประสาอะไรจะไปขายออนไลน์ ซึ่งผู้ซื้อไม่สามารถสัมผัสสินค้าได้และอื่นๆอีกหลายอย่างหลายปัญหาที่จะ ต้องพบเจอในวงการค้าออนไลน์

แต่ การทำธุรกิจเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ก็ไม่ใช่ว่าจะยากเย็นอะไร บุคลลทั่วไปก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยฐานความรู้ความเข้าใจในแต่ละจุด ถือว่าเป็นของใหม่ที่ต้องอาศัยการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจของผู้ทำธุรกิจเอง ว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร? มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่จะทำดีหรือไม่? สินค้าและบริการที่จะนำไปขายบนออนไลน์มีจุดเด่นๆหรือจุดดีตรงไหน? กลุ่มลูกค้าในประเทศหรือต่างประเทศ? ฯลฯ

สิ่ง เหล่านี้ต้องนำมาเป็น การบ้านวิเคราะห์ให้ออก เมื่อเข้าใจและทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็มาเลือกว่าจะเขียนโปรแกรมสร้างเว็บไซต์เองหรือใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติ ซึ่งทั้งสองอย่างก็มีจุดดีและจุดเสียไปกันคนละแบบ แต่ถ้าไม่ชำนาญในการเขียนโปรแกรมจริงๆ ขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปจะ ดีกว่า เพราะเราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเขียนโปรแกรมใดๆ โปรแกรมเมอร์หรือผู้ให้บริการจัดทำให้เรียบร้อยแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมก็สามารถสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออ นไลน์ขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปเป็น จำนวนมาก ต้องเลือกให้เป็นและให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเรา ในราคาที่เหมาะสม ถ้ายังไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็ควรปรึกษากับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องเว็บไซต์ สำเร็จรูปจะเป็นการดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หลังจากคัดเลือกเว็บไซต์ได้แล้วก็มาถึงการคัดเลือกโดเมนเนมของชื่อเว็บไซต์
หลักการคัดเลือกโดเมน  ควรหาคำที่สั้นไม่ควรเกิน 3 คำ จำง่าย และสะกดง่าย พูดขึ้นมาสะกดได้เลยยิ่งเป็นการดี อาจจะมีความหมายกับธุรกิจได้ยิ่งเป็นการดีหลังจากคัดเลือกโดเมนได้เรียบร้อย แล้ว ก็มาถึงการสั่งซื้อเว็บไซต์ (กรณีใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป) ถ้าเขียนโปรแกรมเองก็ต้องไปเช่าโฮสหรือพื้นที่สำหรับรองรับเว็บไซต์ที่จะ สร้างขึ้นมา

การวางโครงสร้างในเว็บไซต์ที่สร้างขึ้น  การส ร้างเว็บไซต์ก็ คล้ายๆ กับการสร้างบ้าน ต้องมีการวางโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในเว็บไซต์ เพื่อให้ออกมาตามที่ต้องการ การวางตำแหน่งเนื้อหาแต่ละจุดควรวางให้เหมาะสม

การ สร้างเนื้อหาหรือคอนเทนท์ ต้องทำให้สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ข้อมูลดูและเข้าใจได้ง่ายไม่สลับซับซ้อน สีของเว็บไซต์ควรเป็นแบบพื้นๆ เว็บไซต์ควรเข้าง่าย โหลดง่าย รูปภาพหรือกราฟฟิคมีไม่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้โหลดช้าลง ประชากรบนโลกออนไลน์เป็นประชากรที่มีสมาธิสั้น ไปง่าย มาง่ายหรือเข้าหาเราง่าย ขณะเดียวกันก็หนีไปจากร้านค้าของเราแบบง่ายๆได้เช่นกัน

เพราะ ฉะนั้นจุดก็คือทำอย่างไรจึงจะให้การบริการทุก ส่วนของเว็บไซต์เราโดนใจลูกค้า นั่นก็คือต้องเข้าเว็บไซต์ได้ง่าย ซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่าย ข้อมูลแน่นและเข้าใจง่าย ค้นหาเว็บไซต์ได้ง่าย มูลค่าเว็บไซต์ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือเลิศหรูอลังการ มันอยู่ที่จุดเด่นๆของเว็บไซต์นั้นต่างหาก เช่น Amazon , Yahoo , Alibaba, Google เป็นตัวอย่างที่ดี บางเว็บทำง่ายๆประเภทเด็กทำยังดูดีกว่า แต่ทว่าทำเงินให้เจ้าของอย่างมหาศาล ซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ดัง นั้นจึงขอแนะนำว่า จงทำเว็บไซต์แบบธรรมดา ง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา นั่นก็คือต้องมีดีหรือจุดเด่นๆในเว็บไซต์ให้จงได้ ประการสำคัญควรเรียนรู้หรือหาประสบการณ์จากผู้รู้จริงๆในเรื่องการค้าออ นไลน์ชนิดรู้ทั้งซอกทุกมุมได้ยิ่งเป็นการดีมาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการล้มเหลวในกลุ่ม 90% นี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์บางส่วนเท่านั้น ยังมีเรื่องการโปรโมทเว็บไซต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถหาดูได้จากหัวข้อ กลยุทธ์การโปรโมทเว็บไซต์ให้ประสบผลสำเร็จ

25. ข้อคิดดีๆในการตัดสินใจเลือก Hosting

ข้อมูลสรุปนี้ไม่พร้อมใช้งาน โปรด คลิกที่นี่เพื่อดูโพสต์

26. 10 ความจริงน่าทึ่งบนเฟซบุ๊กที่คุณควร

 Pete Cashmore ผู้ ก่อตั้งและซีอีโอของเว็บล็อคข่าวไอทียอดฮิตอย่าง Mashable ซึ่งรับหน้าที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมและเทคโนโลยีให้ CNN.com ลงมือรวบรวมผลการสำรวจพฤติกรรมชาวเครือข่ายสังคมเพื่อประมวลเป็น "10 ความจริงน่าทึ่งของผู้ใช้เฟซบุ๊ก" ที่แม้จะเป็นการทำสำรวจในสังคมอเมริกัน แต่บางข้อก็พบได้บ่อยในสังคมไทยเช่นกัน
       
      ตัวอย่างบางส่วนใน 10 ผลการสำรวจน่าสนใจที่ Cashmore ยกมาพูดถึงคือ 47% เคยโพสต์คำสบถแสดงอารมณ์บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก ขณะที่ชาวเฟซบุ๊กดีกรีปริญญาซึ่งพูดคุยเรื่องเหล้ายาปลาปิ้งจะมีแนวโน้มมี เพื่อนมากกว่าคนที่ไม่พูดถึงแอลกอฮอล์บนเฟซบุ๊ก และชาวเฟซบุ๊ก 48% เข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้ง 
1. เจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก

     การสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในโครงการ Responsibility Project ของกลุ่ม Liberty Mutual ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 พบว่าคอเฟซบุ๊กอเมริกันมากกว่าครึ่งคิดว่าเจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็น เพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก แม้ว่าชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของคนไอทีจะคาบเกี่ยวกันมากขึ้น แต่คนไอทีก็ยังมองว่าควรมีเส้นแบ่งให้ชัดเจน และเจ้านายควรวางตัวให้ดีเพื่อจะได้ตัดสินพนักงานที่ความสามารถแท้จริง มากกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดย 62% มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหากเจ้านายตอบรับเป็นเพื่อนกับลูกน้องบน เฟซบุ๊ก
       
2. ลิงก์เว็บไซต์ลามกถูกแชร์บนเฟซบุ๊กมากกว่าปกติถึง 90%

     ความจริงข้อนี้ได้จากการศึกษาของ Dan Zarrella ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสังคมซึ่งพบว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมปี 2010 ในบรรดาลิงก์เว็บไซต์ข่าวและบล็อกกว่า 12,000 ลิงก์ที่เขาศึกษา ปรากฏว่าลิงก์เว็บไซต์สยิวถูกแชร์หรือแบ่งปันในเฟซบุ๊กมากกว่าค่ามาตรฐานถึง 90% โดยลิงก์ที่มีหัวเรื่องในแง่บวกจะถูกแชร์มากกว่าหัวเรื่องด้านลบ
       
3. คนมีคู่บนเฟซบุ๊กมีความสุขมากกว่าคนโสด

     เดือนกุมภาพันธ์ 2010 เฟซบุ๊กใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันเปรียบเทียบสถานะความสัมพันธ์หรือ relationship status กับความสุขของผู้ใช้แต่ละคน ปรากฏว่าคนที่ตั้งสถานะว่า "in relationships" หรือ "กำลังเริ่มความสัมพันธ์" นั้นโพสต์ข้อความแสดงอารมณ์เชิงบวกมากกว่าคนที่มีสถานะ "Single" ทำให้แปลได้ว่าคนมีคู่บนเฟซบุ๊กนั้นมีความสุขมากกว่าคนโสด และคนที่แต่งงานแล้ว (married) หรือหมั้นหมายแล้ว (engaged) จะมีดีกรีความสุขมากกว่ากลุ่ม"เพิ่งเริ่มคบหา" ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตั้งสถานะว่า "open relationship" หรือที่แปลว่ายังไม่ผูกสมัครรักใครเป็นตัวตน กลับมีความสุขน้อยกว่าคนโสด

4. 21% บอกเลิกผ่านเฟซบุ๊ก

     การสำรวจในเดือนมิถุนายนปี 2010 ในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ก 1,000 คน (70% เป็นชาย) พบว่ากว่า 25% เคยถูกทิ้งทางเฟซบุ๊ก โดยส่วนใหญ่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น "โสด" ของคนรัก การสำรวจครั้งนั้นพบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะตัดสัมพันธ์ด้วยการเปลี่ยนสถานะ ซึ่งโชคยังดีเมื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเลิกราธรรมดา ไม่ใช่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยา
       
     ยังมีการสำรวจอีกชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงตกที่นั่งถูกตัดเยื้อใยผ่านเฟซบุ๊กน้อยกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีสถิติที่ 9% เทียบกับฝ่ายชายที่มีสัดส่วนถึง 24%
       
5. 85% ของผู้หญิงถูกเพื่อนในเฟซบุ๊ก"รำคาญ"

     การสำรวจของกลุ่ม Eversave ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคม พบว่าชาวเฟซบุ๊กหญิงกว่า 85% ยอมรับว่าเคยถูกเพื่อนบนเฟซบุ๊กรำคาญเคืองใจ โดยส่วนใหญ่บอกว่าถูกรำคาญด้วยข้อหา"บ่นตลอดเวลา" (63%) บางคนโดนข้อหา "พูดเรื่องการเมืองไม่พึงประสงค์" (42%) และ "คุยโวเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบ" (32%)
       
6. ครอบครัวเฟซบุ๊ก 25% ไม่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

     เดือนมิถุนายนปี 2010 การสำรวจโดยนิตยสาร Consumer Reports พบว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนที่มีชื่อบัญชีใช้งานเฟซบุ๊กยังไม่ทราบหรือไม่ลงมือตั้งค่าความ เป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก โดย 26% ของครอบครัวที่มีเด็ก มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะภัยลักพาตัว ด้วยการโพสต์ภาพและชื่อของเด็กลงไป ซึ่งจะสามารถเปิดโอกาสให้โจรร้ายสามารถรู้ข้อมูลของเด็กได้โดยรู้เท่าไม่ถึง การณ์
       
7. พ่อแม่ 48% เป็นเพื่อนกับลูกบนเฟซบุ๊ก

    ข้อนี้ในเมืองไทยก็เห็นได้มาก โดยการสำรวจช่วงพฤษภาคม 2010 โดย Retrevo พบว่าพ่อแม่เกือบครึ่งที่ขอเป็นเพื่อนกับลูกในเครือข่ายสังคม ซึ่งเมื่อพ่อแม่กลุ่มตัวอย่างถูกถามว่า จะยินยอมให้ลูกลงชื่อใช้งานเฟซบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมอื่นได้อายุเท่าใด ราว 26% ระบุว่าต้องรอให้มากกว่า 18 ปี โดย 36% บอกว่า 16-18 ปี อีก 30% บอกว่า 13-15 ปี เพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าต่ำกว่า 13 ปี

8. 47% สบถบน wall

     การสำรวจโดยบริษัท Reppler พบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก 47% เคยโพสต์ข้อความสบถระบายอารมณ์ขุ่นมัวไว้บนวอลล์ หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก โดยคำสบถยอดนิยมหนีไม่พ้น "F-word" หรือ F_ck นั่นเอง
       
9. 48% ดูโปรไฟล์แฟนเก่าบ่อยขึ้น

     ผลการสำรวจนี้เป็นของ YouTango กลุ่มตัวอย่าง 48% ยอมรับว่าเข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้งกว่าเมื่อตอนยังคบกัน ผลการสำรวจนี้ถูกมองว่าเทคโนโลยีใหม่อย่างเครือข่ายสังคมเป็นตัวการควบคุม ให้คนอกหักมีพฤติกรรมเช่นนี้ (อิอิ)
       
10. 36% ของคนเฟซบุ๊กอายุ 35 ลงไป เล่น Facebook, Twitter หลังมีเพศสัมพันธ์

     ผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2009 โดย Retrevo ระบุว่าเครือข่ายสังคมกำลังกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยพบว่าในคนอเมริกันที่มีอายุ 35 ปีลงไป จะเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือส่งข้อความแชต (texting) หลังตะลุ่มตุ้มแช่กันแล้ว
       
       น่าตกใจที่การสำรวจในครั้งนั้นพบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และแชตขณะขับรถ อีก 64% บอกว่าทำขณะทำงาน อีก 65% บอกว่าใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างวันหยุด