อย่าง
ที่เราทราบ ๆ กันอยู่ว่าตอนนี้ “สงครามด้าน “สิทธิบัตร
กำลังร้อนระอุไปทั้งวงการ IT ไม่ว่าใครจะคิดนวตกรรมใด ๆ อะไรออกมาใหม่ ๆ
ก็มักจะไปซ้ำซ้อนกับของเก่าที่เคยจด ๆ กันไว้แล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น
Kodak จดสิทธิบัตร การถ่ายภาพเสร็จแล้วก็สามารถแชร์ภาพนั้นไปยังอีเมล์
หรือสื่อต่าง ๆ ได้ พอ Apple เอาความสามารถนี้มาใส่ Iphone ก็โดนฟ้องทันที
ง่าย ๆ ที่เห็นแล้วรู้สึกว่ามันน่าเกลียดเหลือรับประทาน
คือการที่ไมโครซอฟท์ ไปไล่ฟ้อง เอาส่วนแบ่งค่าจำหน่ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้
Android เป็นระบบปฏิบัติการ เพราะ Android มีส่วนประกอบ
หรือมีความสามารถที่ไมโครซอฟท์ได้เคยจดสิทธิบัติไว้ล่วงหน้าแล้ว
(มันเป็ฯความสามารถพื้นฐานมาก ๆ อย่างการ ทำ ไฮไลท์ข้อความ อะไรอย่างนี้)
ซึ่งตรงนี้เองมันก็เป็นจุดที่ทำให้น่าจะคิดว่า สิทธิบัติ
มันมีข้อเสียมากกว่าข้อดีหรือเปล่า
เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้อีกหน่อยคงไม่มีใครคิดนวตกรรมใหม่ ๆ ออกมาแน่ ๆ
เพราะคิดไปก็ ไอ้นู่นก็จดแล้วไอ้นี่ก็จดแล้ว ทำออำไปก็โดนฟ้องอยู่ดี
ความ
น่าเบื่อสของสิทธิบัติยังไม่จบแค่นี้
เพราะยังมีบริษัทหัวเสบางที่เล่นใช้วิะีการซื้อ บ.เจ้าของสิทธิบัตร
ที่แจกให้ใช้กันฟรี ๆ เพื่อมาเรียกเก็บค่าสิทธิบัตร ที่ตัวเองซื้อมา
และมีคนอื่นนำไปใช้ต่อแล้ว อย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ออราเคิ่ล ที่ซื้อ
บ. SUN ไป ก็ได้สิทธิบัตร ฟรีซอฟท์แวร์จำนวนมหาศาลไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น
Open office เวอร์ชั่นต่าง ๆ รวมไปถึง สิทธิบัตรของ ภาษา JAVA ด้วย
ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ของ Android
ถูกพัณนาขึ้นด้วยภาพษา JAVA นั่นเอง โชคยังดีที่
ออราเคิ่ลยังไม่ได้มาเรียกเก็บค่าสิทธิบัรจากผู้ผลิตอุปกรณ์แอนดรอยด์เหมือน
ไมโครซอฟท์
เพราะไม่อย่างนั้นราคาต้นทุนของอุปกรณ์พวกนี้คงเพิ่มขึ้นอีกเครื่องละ 10-40
เหรียญดอลล่าสหรัฐ
แล้วทีนี้ภาระเหล่านี้จะตกไปอยู่ที่ใครถ้าไม่ใช่คนใช้อย่างเรา ๆ และ google
ที่ทุ่มทุนวิจัยพัณนา Android ไปหลายร้อยล้านเหรียญ
คงจะเซ็งไม่น้อยเลยทีเดียว
แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ปัญหานี้น่าจะแก้ได้จากภาครัฐผู้ออกกฐหมาย ว่า
อย่างน้อยสิทธิบัตรอะไรที่เจ้าของเก่านั้นเคยให้ใช้ฟรี
มันก็สมควรที่จะเป็นของฟรีอยู่แบบนั้น เพื่อป้องกันพวกหัวเส ใช้วิธี ซื้อ
บ.เจ้าของสิทธิบัตร แล้วมาไล่เก็บเอาทีหลัง หลังจากมีคนใช้ไปแล้ว
หรือมีการกำหนดมาตานกลาง ไว้ว่า อะไรที่ควรเป็นความสามารถพื้นฐานของ OS
อย่างการทำไฮไลท์ข้อความ,การพิมพ์ หรือการเชื่อมต่อภายในต่าง ๆ
ก็ไม่ควรจะมีผู้ถือครอง สิทธิตรงส่วนนี้ ไม่อย่างนั้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เทคโนโลยีคงถึงทางตัน ด้วยกำแพงที่มีชื่อว่า “สิทธิบัตร ” นั่นเอง .
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น